การปฏิบัติธรรมหลักสูตรพระครูเกษมธรรมทัต ณ ยุวพุทธ ศูนย์ 2

 เมื่อช่วงวันที่ 2 – 10 เม.ย ที่ผ่านมานี้ ได้มีโอกาสเก็บตัวอีกครั้งหนึ่ง ที่ยุวพุทธ ฯ ศูนย์ 2 ในหลักสูตรของพระครูเกษมธรรมทัต จากวัดมเหยงค์ พระนครศรีอยุธยา…
      ก็วัดที่เคยไปได้มดเป็นผู้ช่วยพระอาจารย์นั่นแหละ แต่คราวนี้ได้มากกว่านั้น เพราะได้ อาจารย์เวทนา มาสอนให้รู้จักคำว่า "ยอม…ยอมลงไป ยอมอย่างไม่หลบไม่หนี ไม่ขัดเขือน ไม่ดิ้นรน"   เพราะว่าคราวนี้ ยอมจริง ๆ จึงได้รู้ได้เห็นอะไรพอสมควร และก็คิดว่ากินข้าวเป็นแล้ว แต่ยังไม่เก่งนัก…แล้วจะกลับไปกราบเรียนถามหลวงพ่อกล้วยว่า ผมกินข้าวเป็นแล้วใช่ใหมครับ??? คงเป็นต้นเดือนหน้า หละครับ หรือว่า หลวงพ่อจะเข้า กท. บ้างหรือเปล่า หนอ…สงสัยจะไม่หละมั้ง เพราะว่า อาจารย์วรภัทร ไม่อยู่….
 2 เม.ย 49 วันนี้เลื่อนหมายกำหนดการ การลงทะเบียนจากช่วงเช้าไปเป็น 17.00 น. แทน เพราะว่าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. จึงได้เลื่อนเวลาเพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติธรรมได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อน ก็เลยไปเลือกตั้งในตอนเช้า พอบ่าย ๆ จึงค่อยไป พอไปถึงจะลงทะเบียน คุณวิวัฒน์ ก็บอกว่า เราคงจะต้องไปนอนกุฏินะ ก็เลยดีใจเล็ก ๆ ว่า เมื่อเดือน ก.พ. นี้พึ่งจะมีโอกาสได้เดินไปดูและก็รำพึงอยู่ในใจว่า เมื่อไรจะมีโอกาสได้มาพักและปฏิบัติธรรมที่นี่หนอ…ผ่านมาแค่ 2 เดือนเอง อะไรมันจะโชคดีอย่างนี้ ก็เลยรีบลงทะเบียนและก็ไปที่กุฏิทันที
      ไปถึงเห็นที่นอนมี 2 ชุดก็คิดว่าคงจะต้องมีคนมาพักร่วมด้วยกระมัง ก็ไม่เป็นไรกุฏิหลังใหญ่พอสมควร ถึงอยู่ 2 คนก็ไม่เป็นไร อีกอย่างหนึ่ง หลักสูตรของหลวงพ่อนี่ "ปิดวาจา" อยู่แล้ว และก็หลวงพ่อเน้นเรื่องนี่ด้วย อีกทั้งที่เคยทดสอบมาก็เห็นผลจริง ๆ ด้วยว่า การปิดวาจาจะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้ากว่าการพูดคุย ดังนั้นถึงอยู่ 2 คนก็เหมือนคนเดียวอยู่นั่นแหละเพราะว่าเราจะปิดวาจาอย่างดีทีเดียว…ก็ยังโลภไง
       หกโมงกว่า ๆ ก็มากราบพระ เพื่อรอพิธีขอกรรมฐานจากพระอาจารย์ ก็ตามปกติของหลักสูตรพระอาจารย์ ที่พระอาจารย์จะมาให้กรรมฐานและก็ให้แนวทางในการปฏิบัติในเบื้องต้น ซึ่งก็เหมือนครั้งก่อน เสร็จพิธีก็สองทุ่มเศษ ๆ ผู้ประสานงานก็บอกให้พวกเราแยกย้ายกันไปยังที่พักและก็เริ่มปฏิบัติไปจนกว่าจะหลับไป แล้วพรุ่งนี้ ตื่นตีสี่ จัดการสรีรกิจและก็เดินจงกรมที่ห้องและก็มาพร้อมกันที่หอธรรมตอน 05.30 น. ก็เลยกลับไปนอนเลย …ฮะ ฮะ ฮ่า อดข้าวเย็นและพรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้าด้วย เลยนอนดีก่า 
 3 เม.ย 49 วันนี้เป็นวันที่สองของหลักสูตร แต่กลายเป็นวันแรกของการปฏิบัติจริงของเรา แต่ว่าคนอื่นเค้าคงจะเริ่มกันไปแล้ว ไอ้เราก็ไม่หวังอะไรมากอยู่แล้ว ต้องการมาปรับสองเรื่องแค่นั้นเอง คือการเดินจงกรมจากรูปแบบมาเป็นจงกรมธรรมชาติ และก็ต้องการทิ้งคำบริกรรมที่ติดอยู่ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติได้ตลอดเวลาและก็ทุกสถานที่ นอกจากนี้คนอื่นก็จะไม่รู้ว่า เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เพราะว่า ตอบคำถามจนขี้เกียจตอบ เดี๋ยวนี้ ชักจะเป็นคนประหลาด คือไม่ค่อยอยากพูดกับคนอื่น เห็นแต่ชอบพูดกับตัวเอง แต่ว่าวันนี้ ยังไม่ก้าวหน้า ยังเป็นการปฏิบัติที่ยังเกร็ง ๆ เพ่ง ๆ อย่างไรชอบกล รู้สึกตึง ๆ ขมับ เดินก็ยังไม่ธรรมชาติ ยังฝืน ๆ อยู่
      พอตอนค่ำ หลังจากพระอาจารย์เทศน์เสร็จก็เป็นช่วงตอบข้อซักถาม ก็มีหลายคำถาม ทั้งวิธีปฏิบัติ บางคำถามก็เป็นเกี่ยวกับปริยัติ แต่พระอาจารย์ก็เมตตา ตอบให้ทุกคำถาม ทั้ง ๆ ที่บางคำถามนั้นเป็นการคาดเดาเรื่องที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ซึ่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอื่น อาจจะไม่ตอบ แต่พระอาจารย์ก็ตอบ แต่มีคำถามหนึ่งซึ่งใกล้เคียงกับเรามาก คือ เค้าถามว่า ปฏิบัติแล้วรู้สึกปวดหัว พระอาจารย์ก็ตอบว่า ก็คงตั้งใจเกินไป คาดหวังมากไป ลองตั้งเป้าใหม่ว่า "ต่อไปนี้ จะปล่อยวาง จะปล่อยว่าง จะปฏิบัติโดยไม่เอาอะไร" เราก็เลย เอ้า วาง ก็ วาง คืนนี้ ก็เลยทำใจว่าไม่เอาอะไรก็ได้ และก็นอนเลย นอนแบบคนตายอ่ะ…เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยทำก็แล้วกัน ปล่อยตัว ปล่อยใจตามสบาย เหมือนกับว่าอยู่บ้าน ก็อยู่คนเดียวนี่ กุฏิก็ไกลจากคนอื่น อยู่มุมในสุด ไม่มีใครมาสนใจเราอยู่แล้ว…ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อกล้วยที่ว่า ทำตัวตามสบายนะ คิดเสียว่า เหมือนอยู่บ้าน หรือคิดเสียว่ามาเที่ยว ไม่ได้มาปฏิบัติ…อ๊ะ ก็สอนคล้าย ๆ กัน แต่ว่าใช้คำพูดหรือวิธีการต่างกันแค่นั้นเอง…นอนดีก่า
 4 เม.ย. 49  เมื่อคืนนี้ได้นอนเต็มอิ่ม จึงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น แต่ว่าตอนเดินไปที่หอธรรมนี้ซิ รู้ตัวเลยว่าเดินไปแบบหวั่น ๆ …ก็จะหวั่นอะไรล่ะ ก็เวทนาน่ะซี ไม่รู้เป็นไง เวทนากับเรานี้ช่างเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ยอมทิ้งห่างไปใหนเลยก็ว่าได้ ปวดมากกกกก….เอ๊ะทำไมคนอื่นเค้าไม่ปวดกันนะ…เมื่อคราวไปที่วัดเมื่อครั้งก่อนโน้น ก็ยังจำได้ว่า หลวงพ่อเทศน์ว่า คนที่มีเวทนามาก ๆ นี่ ก็จะมีสาเหตุมาจากสองเรื่องด้วยกันคือ วิบากกรรม และประการที่สอง ก็คือ โชคดี ที่มีเวทนามาให้เรียนรู้ นับจากครั้งนั้นมาก็พยายามดูมาตลอดว่าเราเป็นอย่างใหน ก็ยอมรับว่า อย่างแรกก็เป็น และก็คิดว่า น่าจะใช้หนี้ไปหมดแล้ว เพราะจำได้ว่า หลายครั้งแล้ว ที่เจ้ากรรมนายเวร ตามมาทวงหนี้ในห้องกรรมฐาน คราวนี้จึงไม่มั่นใจนักว่า ยังเป็นเพราะวิบากกรรม หรือว่า เป็นความโชคดีกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือว่า คราวนี้เราเกาะคำภาวนาอย่างยิ่งยวดเลย จะว่า กลับไปสมถะ เหมือนเดิมก็ยอมล่ะ ปรากฏว่า ได้ผล เวทนาก็ยังมีอยู่ แต่ว่า ไม่ทุรนทุรายมากนัก และก็ตั้งใจฟังหลวงพ่อ ตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่ไม่ได้แว่บไปใหนเลย ฮ่ะ ฮ่า วันนี้รู้สึกดีมาก
     ส่วนตอนกลางวัน ก็เดินมากหน่อย เราชอบเดินอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องเดินเท่าไรนัก ใหน ๆ ก็ใหน ๆ แล้ว ก็เลยเดินมันหมดทุกแบบเลย…ทั้งเดินเร็ว เดินช้า เอาแขนไว้ข้างหน้า เก็บไว้ข้างหลัง หรือว่าปล่อยเลย การที่ได้อยู่กุฏิคนเดียวก็ดีอย่างนี้เอง อยากทำอะไรก็ทำ อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ไม่หวังอะไรอีกแล้ว ปล่อยตัวตามสบาย
      และแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นั่นคือ เดินไป เดินไป จนกระทั่ง บ่ายแก่ ๆ ปรากฏว่า คำภาวนา หายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ได้แต่รู้ รู้ อยู่กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเดิน นั้นเอง  ฮ่ะ ฮ่า และแล้วก็สำเร็จจนได้…วันนี้ก็ถือว่า มาได้ครึ่งทางแล้ว หลังจากนี้ก็ไม่ต้องเร่งร้อนอะไร เพราะว่ายังเหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน เหลือการบ้านแค่ทิ้งคำภาวนาในตอนนั่งสมาธิแค่นั้นเอง…
 5 เม.ย. 49  วันนี้ก็ยังเดินไปหอธรรมแบบหวั่น ๆ อยู่ แต่ว่าก็คิดว่าไงซ๊ะ ก็คงเกาะคำภาวนาไว้ก่อนดีกว่า เอาไว้ตอนกลางวัน เมือถึงเวลาปฏิบัติเอง ค่อยว่ากันใหม่ …ก็ปรากฏว่าผ่านไปได้อีกวันหนึ่งกับการเกาะคำภาวนาไว้แน่น เวทนาก็เลย พอทนได้อยู่…
        พอกินข้าวเช้าเสร็จก็เริ่มดำเนินการทันที ลองเดิน ๆๆๆ แล้วก็มานั่ง ปรากฏว่าช่วงเช้ายังไม่ประสบความคืบหน้าแต่อย่างใด …เอ๊ะหรือว่า เป็นเพราะเราชอบเดิน เลยเดินมากไปหรือเปล่า??? เอางี้ดีกว่า ลองเดินดูหลาย ๆ แบบดีกว่า จนกระทั่ง…เย็นวันนี้เอง ขณะที่เดินไม่นานนัก แต่ว่าเดินเร็วปานกลาง จนกระทั่งรู้สึกหอบนิด ๆ ก็มานั่ง ปรากฏว่า มัวแต่หอบ และก็รู้สึกอยู่กับลมหายใจที่เข้า ๆ ออก ๆ นั้น ก็เลยไม่ได้ใช้คำภาวนา…พอหายเหนื่อยก็เลยมานึกว่า เอ๊า! เมื่อกี้นี้ทิ้งคำภาวนาแล้วนี่นา อา อย่างนี้นี่เอง…ดูลมนั้นทำอย่างนี้เอง ไม่เห็นต้องใช้คำภาวนาก็ได้นี่นา…ความพยายามอยู่ที่ใหน ความพยายามอยู่ที่นั่น …เอ๊ย ความสำเร็จอยู่ที่นั่น..เข้าเป้าแล้วเรา สิ่งทีหวังไว้สำหรับคราวนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป ก็เป็นกำไรแล้ว หรือว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร ก็ซ้อมเดินจงกรมธรรมชาติและก็นั่งโดยไม่ต้องใช้คำภาวนาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวครบกำหนด 9 วันก็ต้องออกไปเจอของจริงข้างนอกแล้ว จะได้พอฟัดพอเวี่ยงหน่อย ไม่งั้นคงเป็น "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" อยู่อย่างนี้ต่อไป…
 6 เม.ย. 49  วันนี้รู้สึกเฉย ๆ ในตอนเดินไปหอธรรมเพราะคิดว่า เราไม่ต้องเอาอะไรอีกแล้ว ก็น่าจะเป็นการซ้อมที่เราทำได้จากเมื่อวันก่อนนี้ให้ชำนาญเท่านั้นเอง
      วันนี้จึงไม่ได้ใช้คำภาวนาแต่อย่างใด ก็ดูลมไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ … แต่ปรากฏว่า นั่งไป นั่งไป ลมที่เคยหยาบ ๆ เห็นชัด ๆ ก็ค่อย ๆ ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ และก็เบาลงเรื่อย ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดว่าคงเป็นอย่างนี้เอง ก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่ปรากฏว่าลมนอกจากเบาลงเรื่อย ๆ แล้วยังสั้นลงอีกด้วย
       และแล้วในที่สุด! ลมก็หายไปซะดื้อ ๆ อย่างนั้นเอง เอ๊า! เฮ้ย ทำไมไม่หายใจ??? โอ๊ย อึดอัด จะทนไม่ไหวแล้ว และก็คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูกเลย และแล้วก็กลับมาหาคำภาวนาอีกจนได้ แต่ว่าคำภาวนาคราวนี้แปลกชมัด มาจากใหนก็ไม่รู้ ไม่เคยใช้มาก่อนเลย คำภาวนาที่ว่าก็คือ
      "ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน วันนี้เราจะต้องตายแน่"
      ก็ภาวนาอยู่อย่างนี้ 3 – 4 ครั้งเห็นจะได้ …และแล้วเราก็ตัดใจว่า "เอ๊า ตายก็ตาย ตายเสียก็ดีเหมือนกัน จะได้พ้น ๆ ไปจาก…" (ไม่บอกหรอกว่าพ้นจากอะไร)
      แล้วก็ลงไปดูใจ มันก็ไหว ๆ หริบรี่ ๆ ก็ลงไปดูที่ท้อง…อ๊ะ อ๊ะ …ท้องยังไหว ๆ นี่…อย่างนี้ก็แสดงว่ายังไม่ตายซิเรา ก็เลยกลับขึ้นมาดูลมใหม่…อ้าว ! ลมมีแล้ว ไชโย. ไม่ตายแล้วเรา…อ๋อ คนใกล้ตายมันเป็นอย่างนี้เอง…เข้าใจแล้ว…ไอ้ที่เคยอยากรู้ตอนนี้ก็รู้แล้ว…ไม่เอาแล้ว ไม่อยากรุ้อีกแล้ว เอาไว้ตอนตายจริง ๆ ก็แล้วกันนะครับ…รู้แล้วครับ
       ตอนที่ส่งอารมณ์ก็เลยถามพระอาจารย์ว่า ผมคิดอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฐิหรือเปล่าครับ…พระอาจารย์ก็หัวเราะ แล้วก็บอกว่า "เห็นไหมล่ะ มันก็แค่นี้เอง ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวตายแล้วซี" ส่วนเรื่องที่ถามว่าเป็นมิจฉาทิฐิหรือเปล่านั้น พระอาจารย์เฉลยว่า ไม่เป็น คนเราเมื่อเห็นทุกข์ เข้าใจทุกข์ ก็พยายามหาทางออกจากทุกข์นั่นแหละ…ก็ดีครับ ต่อไปนี้ จะได้ปฏิบัติได้โดยที่ไม่ต้องกังวลกับความตายมากนัก ตอนนี้ก็เชื่อเพราะอาจารย์อย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า ไม่เคยมีใครตายจากการปฏิบัติกรรมฐาน…
 7 เม.ย. 49  วันนี้เลยเดินขึ้นหอธรรมอย่างสบายใจและอารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะว่า คิดว่าคงไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าเมื่อวานนี้อีกแล้ว และก็มั่นใจแล้วว่าอย่างไรเสียก็ไม่ถึงตายแน่นอน
      เมื่อนั่งไป ก็ทำใจว่า "ยอม" วันนี้จะยอมทุกอย่างเลย จะไม่หนีไม่ดิ้นรน ไม่ต่อสู้กับเจ้าแล้วเจ้าเวทนาเอ๋ย อยากจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เอาเถอะวันนี้ตามสบายเจ้า
      คราวนี้ก็นั่งดูลมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวทนาก็เริ่มมาตามปกติ แต่คราวนี้ก็ทำใจไว้แล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ยอม วันนี้ยอมสิโรราบทุกอย่างแล้ว ก็เลยนั่งดูไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ผลักใส ไม่ดิ้นรนแต่อย่างใด…ดูเวทนาไป ดูใจไป…เวทนามันก็ค่อย ๆ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เอ??? ทำไมทนได้หว่า…ไม่เห็นจะทรมานเหมือนครั้งที่ปวดมาก ๆ เลย …ดูไปเรื่อย จนกระทั่งความปวดมันคงที่ที่จุดหนึ่ง ในขณะที่ใจไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย…น้ำตาแห่งความปิติก็ค่อย ๆ ไหลลงมา…อา…เวทนาก็เป็นอาจารย์ที่ดีอย่างนี้เอง ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า เวทนาก็ส่วนเวทนา ใจก็ส่วนใจ เราก็ปล่อยเวทนาไว้อย่างนั้น แต่เรามารักษาใจเราไว้ให้ดีดีกว่า…ที่อาจารย์บอกว่า "โชคดีที่มีเวทนานั้นอย่างนี้นี่เอง โชคดีจริง ๆ น่ะแหละ เทวดาดีกว่าเราทุกอย่าง ยกเว้นเทวดาไม่มีเวทนาจากรูปขันธ์มาให้ศึกษาอย่างเรา" ผมเข้าใจแล้วครับว่าเวทนานั้นดีอย่างไร…ขอบใจเจ้าเพื่อนยาก…ถ้าไม่มีเจ้า แล้วเราจะเห็นใจของเราชัด ๆ อย่างนี้หรือ???
 8 เม.ย. 49  สองวันที่ผ่านมานี้ก็ได้กำไรมากโขอยู่ เพราะว่าเข้าเป้าไปตั้งแต่วันก่อนโน้นแล้ว มาวันนี้ก็เดินขึ้นหอธรรมอย่างมั่นอกมั่นใจว่า เจ้าเวทนาก็เป็นเพื่อนเป็นอาจารย์กันแล้ว คงจะไม่มาทำอะไรใจเราได้หรอกน่า…
          ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า…และแล้วก็คิดผิดถนัด เพราะว่า เมื่อนั่งไปได้ซักครู่แค่นั้นเอง ปรากฏว่าจิตเกิด…ตื่นเต้นเหมือนกลัวอะไรซักอย่าง…ก็ค่อย ๆ ดู…อ๋อ…ปวด ปวด โอ๊ย ปวด มาก ๆ…ความคิดมันบอกว่า ปวดมาก ๆ เลยตกใจ ตื่นเต๊ลลล…แต่พอลงไปดูที่ขาจริง ๆ กลับปวดนิดหน่อยเอง…อ้าว! ตัวเองหลอกตัวเองหรือนี่ …พอรู้ว่าตัวเองหลอกตัวเองเท่านั้นแหละ ใจที่เต้นโครมคราม เพราะความปวดก็หายเป็นปลิดทิ้ง…อ๋อ…เจ้าสัญญากับเจ้าสังขารรวมหัวกันเล่นงานหรือนี???….มิน่าล่ะ พระอาจารย์ ถึงสอนให้อยู่กับปัจจุบัน รู้ชั่วขณะ ชั่วขณะ…อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง …เข้าใจแล้วครับผม ต่อไปนี้ ผมจะอยู่กับปัจจุบันครับ จะไม่ให้เจ้าสัญญากับเจ้าสังขารมันมารวมหัวกันหลอกผมอีกแล้ว…ขอบคุณเจ้าจริง ๆ เจ้าเวทนาเอ๋ย ถ้าไม่มีเจ้ามาสอน ก็คงจะไม่รู้ว่า ตัวเองหลอกตัวเองนี่มันร้ายกาจอย่างนี้เอง
       ดังนั้นก็เลยคิดว่า อาหารที่เรากินแล้วบอกว่าอร่อย-ไม่อร่อย และก็ชอบ-ไม่ชอบนั้น ความจริงก็หลอกตัวเองนี่นา งั้นเดี่ยวจะลองดูซิว่าจริงหรือเปล่า…ปรากฏว่าข้าวเช้าวันนั้น เป็นข้าวเช้าที่จืดชืดที่สุดในชีวิต…รสนั้นก็ยังรู้อยู่ แต่ว่าความอยากมันหายไปใหนหนา อาหารที่เค้าให้มาก็เป็นของชอบนี่น่า ทำไมเฉย เสียได้ เสียดายจัง…มื้อเที่ยงก็ยังเป็นเหมือเดิม…อา คิดถึงหลวงพ่อกล้วยทันที…หลวงพ่อครับ ผมกินข้าวเป็นแล้วครับ แต่ยังไม่เก่ง ผมจะฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ครับ รสก็จะไม่ให้เกิดแล้ว…ซักวันหนึ่งผมคงทำได้ครับ …แล้วจะไปให้หลวงพ่อแนะนำตอนสิ้นเดือนนี้ครับผม…
 9 เม.ย. 49  วันนี้เป็นวันแรกที่นั่งไม่ตลอดบัลลังก์ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ รู้สึกแย่มากกกกกก ก็เลยลองหาสาเหตุดูว่า ทำไมถึงทนไม่ไหว ก็เลยเห็นว่า เริ่มจะไม่สบายเล็ก ๆ ความจริงก็เหลืออีกแค่วันเดียวแค่นั้นเอง อีกอย่างหนึ่ง เราก็กำไรจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว ใจหนึ่งก็อยากจะกินยาแล้วนอนพัก แต่อีกใจหนึ่งก็นึกถึงคำของพระอาจารย์ที่เทศน์เมื่อวันก่อนว่า เสียดายบางคนที่กำลังไปได้ดี แต่ก็มาประมาทเสีย แทนที่จะเร่งความเพียรก็กลับมาท้อถอย…แต่อีกใจหนึ่งก็เถียงว่า พระอาจารย์คงไม่ได้ว่าเรามั้ง คงว่าคนอื่นหรอก เพราะมีคนที่ปฏิบัติแล้วก้าวหน้าดี ตั้งหลายคน…อีกใจหนึ่งก็นึกถึงคำของผู้ประสานงานที่บอกว่า พรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว น่าจะเร่งความเพียร แล้วก็เล่าเรื่องพระอานนท์ที่ตรัสรู้ก่อนวันสังคายนาฯ แค่วันเดียวเท่านั้นเอง…ก็ได้แต่คิดกลับไปกลับมา แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติ เอาแต่นอน จนกระทั่งกินข้าวเที่ยงแล้ว ก็คิดว่า …เอาหละ ไง ไง ก็เหลือเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็จะครบกำหนดแล้ว เป็นไง เป็นกัน ก็เลยกินยาเข้าไปเม็ดหนึ่ง แล้วก็ขึ้นหอธรรมทันที ลองดูซักทีซิ ที่เค้าว่ากินยาแก้หวัดแล้วจะง่วงนอนนั้น จริงหรือเปล่า ???
      เดินจงกรมตั้งแต่ก่อนบ่ายโมงจนกระทั่งบ่ายสอง พอบ่ายสองเค้าเปิดเสียงพระอาจารย์นำปฏิบัติก็เลยมานั่ง…ก็นั่งไปเรื่อย ๆ จนพระอาจารย์พูดจบ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ปวด ก็ไม่ปวด เอ้างั้นนั่งไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน
     หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เอ๊ะก็ไม่เห็นมีอะไร…ว่าง ๆ งั้นลองคิดดีกว่า ที่พระอาจารย์ว่าคนเราหลงผิด และก็เป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะอุปาทานนั่นเอง…แล้วอุปาทานมันเป็นไงหว่า…ก็เป็นความเข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่นว่า ขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ขันธ์ 5 เป็นของเรา…อ๊ะ อ๊ะ ก็ไม่เห็นเราอยู่ตรงใหนนี่หว่า รูปมันก็แค่ธาตุสี่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นเป็นเราที่ตรงใหนเลย และก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นของเราซักอย่าง….คิด คิด คิด และก็คิด คิด คิด… อ้าว นี่เรามานั่งคิดอยู่ทำไมนี่ …"ผู้คิดไม่รู้ ผู้รู้ไม่คิด ไม่คิดไม่รู้ หยุดคิดจึงรู้" คำสอนของพระอาจารย์ท่านใดก็นึกไม่ออกแล้ว แต่ว่าคงจะจริงหละน่า…เอ๊า งั้นหยุดคิดดีกว่า จะนั่งดูลมดูใจดูผัสสะไปเรื่อย ๆ อย่างนี้แหละ ลองดูทีซิว่า มันจะเป็นยังไง ก็นั่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบ่ายสามครึ่ง เจ้าหน้าที่ของยุวพทุธฯ ก็มาเตรียมโน่นเก็บนี่ เสียงก็ดังพอสมควร…เฮ้อ..งั้นลุกไปนั่งที่กุฏิต่อดีกว่า
        ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเพื่อเดินไปกุฏิ และก็เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเสียดายสมาธิจนไม่อยากจะออก ได้แต่ประคองตัวเดินเหมือนคนถือแก้วน้ำที่น้ำเต็มแก้วและก็กลัวน้ำจะหกกลับไปนั่งต่อที่กุฏิ
        เมื่อถึงกุฏิก็ลงนั่งต่อไปเรื่อย ๆ ไม่คิดไม่สนใจอะไรทั้งนั้น…ปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เวทนาก็ไม่ปวดซักเท่าไรนี่…ใจหรือก็ไม่ทุกข์ร้อนกับอะไรเลย…เออ นั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นสุขได้เหมือนกันนะ!
         และแล้วก็ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่เค้าจะเอาน้ำปานะ มาส่งให้ (17.30น) พอเค้าเห็นเรานั่งอยู่เค้าก็เดินค่อย ๆ เข้ามา เราก็มองตามเสียง (ความจริงคิดเอาน่ะ ว่าเค้าเดินถึงใหนแล้ว) แต่แปลกจัง ทำไม เรานึกภาพเค้าไม่ออกนะ ทำไมเห็นแต่โครงร่างล่ะ เรารู้จักเค้ากันดี เพราะว่าเรามาที่นี่หลายครั้งแล้ว…ต้องนึกภาพเค้าออก แต่นี่ทำไมมีแต่โครงร่างข้างนอก แต่ข้างโปร่งใสหมดเลย…
        พอได้ยินเสียงนกร้อง…ก็พยายามนึกภาพนก เอ?? ทำไมมันนึกไม่ออก นึกได้แต่แค่ปากกับหัวอีกนิดเดียว เอ๊ะทำไมเป็นอย่างนี้
       ก็เลยลองมองกวาดไปรอบ ๆ ….อ้าว ทำไม โลกเราราบเป็นหน้ากลองไปหมดล่ะ ไม่เห็นมีอะไรเลย…แล้วใจก็ร้องขึ้นมาว่า "มันเป็นธรรมชาติ!!!"…ผมเข้าใจแล้วครับ ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่แท้มันก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด แต่คนเราดันมาสมมติกันเป็นนั่นเป็นนี่กันไปเอง แล้วตัวเราก็เชื่อตามนั้น…ยึดอยู่ตามนั้น…ผมไม่เอาแล้ว เข้าใจแล้วว่า อุปาทาน เป็นอย่างไร…รู้สึกว่าโลกนี้มันช่างว่าง ราวกับไม่มีอะไรเลย และก็คิดถึงคำสอนของท่านพุทธทาสอีกครั้งหนึ่ง…เอ แปลกจริงหนอ ทำไมเราถึงมักจะคิดถึงคำสอนของท่านอยู่เป็นประจำ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบท่านเลย ได้แต่เคยฟังเทปธรรมะของท่านไม่กี่ม้วนเอง???
         คราวนี้เป็นสุขยิ่งกว่า ที่เห็นว่า "หินเป็นของเรา" เมื่อครั้งไปปฏิบัติที่วัดเสียอีก…เอาหละต่อไปนี้จะไม่ยึดติดกับอะไรอีกแล้ว เพราะว่า แม้ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา…แต่ไปนี้หมั่นรักษาใจ ไม่ให้ทุกข์ไปกับสมมติ และสร้าง อริยทรัพย์ เพื่อเตรียมเดินทางต่อดีกว่า…(ถ้าหากยังต้องเดินทางอยู่)
 10 เม.ย. 49 เช้าวันนี้พระอาจารย์ มานำปฏิบัติสดด้วยตัวเอง เป็นวันหนึ่งที่รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งอย่างบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าหนึ่งชั่วโมงเต็มที่พระอาจารย์นำปฏิบัตินั้น เข้าใจ (เข้าไปในใจ) จริง ๆ ทุกถ้อยคำ เมื่อพระอาจารย์นำปฏิบัติเสร็จ ก็เข้าไปกราบพระอาจารย์แล้วก็เล่าให้พระอาจารย์ฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน และก็ถามพระอาจารย์ว่า ในเมื่อผมก็ยอมรับแล้วว่า ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวผม ไม่ใช่ของผม ทำไมผมยังยินดียินร้ายกับมัน ยินดีที่ได้ใช้มันปฏิบัติธรรม แต่ก็ยินร้าย ตรงที่มันต้องกิน ต้องถ่าย หลับ นอน และก็ยังปวดอยู่เหมือนเดิม พระอาจารย์ก็ตอบว่า มันไม่สามารถตัดขาดในครั้งเดียวหรอก มันต้องอีกหลายครั้งมันถึงจะตัดขาด ต่อไปนี้ก็ค่อย ๆ ดูให้เห็นเกิด-ดับ บ่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เบื่อไปเอง…ครับ ต่อไปนี้ผมจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติต่อไป เพราะผมไม่ต้องรอเวลา และสถานที่อีกแล้ว ผมจะปฏิบัติให้มากที่สด แล้วผมจะกลับไปหาพระอาจารย์อีกครับ ซึ่งพระอาจารย์ก็เมตตา และบอกว่า ให้ไปหาได้เลย พระอาจารย์จะสะดวก ช่วง 9.00-11.00 น. ของแต่ทุกวันยกเว้นแต่ว่าวันนั้นจะมีกิจนิมนต์ก็จะไม่ว่าง นอกนั้นได้ทุกวัน
 
 อา…เขียนมาเสียยาวเหยียดเลย ความจริงก็ค่อย ๆ เขียนทีละเล็กละน้อย ก่อนที่ความทรงจำดี ๆ อย่างนี้จะเลือนไป สัญญา ก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน และก็อย่างที่เคยคิดอยู่ว่าซักวันหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นก็ได้ เหมือนกับเราที่ได้กำลังใจจากหนังสือทางสายเอก เพราะหนังสือเล่มนี้ทีเดียวที่ทำให้เปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิตอย่างรวดเร็วทันถ่วงที และก็ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกัน คุณหมออัจฉราก็มาเข้ากรรมฐานครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน ส่งอารมณ์กลุ่มเดียวกัน พอวันสุดท้ายในช่วงระบายความรู้สึกเราก็บอกว่าเพราะหนังสือทางสายเอกแท้ ๆ เชียวที่ทำให้เราเปลี่ยนมาเดินเส้นทางนี้…เมื่ออ่านหนังสือจบก็เชื่อว่า คนยุคเราก็ยังมีหวังว่าจะมีดวงตาเห็นธรรมอยู่ แต่พอมาถึงวันนี้ก็มั่นใจแล้วว่า คนยุคเรายังมีโอกาสได้เห็นธรรมในชาตินี้ และก็ตั้งเป้าอย่างที่อาจารย์วรภัทรแนะนำ คือ เล็งไว้เลยว่าจะนิพพานชาตินี้หละ ถ้าพลาดก็ยังดีกว่าเล็งต่ำ ๆ จริงใหมครับ
      และก็ดีใจที่หมออัจฉราเดินมาบอกว่า ได้ฟังเราพูดแล้วก็มีกำลังใจทำงานอีกเยอะเลย เราก็บอกว่า ทำต่อไปเถอะครับ มีผลต่อคนอื่น ๆ อีกมาก คงไม่ใช่ผมคนเดียว และก็ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็ยินดี ก็คิดว่าวันข้างหน้าคงได้มาใช้หนี้ห้องกรรมฐานอีกเหมือนกับหลักสูตร "วิปัสสนานานาชาติ" ที่มีโอกาสมาช่วยอาจารย์เฮเลนกับกับอาจารย์คำพัน…ครับ ก็ปวรณาไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกัน ว่าถ้าหมอจัดงานคราวหน้า หรือว่างานใดที่คิดว่าผมจะช่วยได้ก็ยินดีครับผม..