ตะลอนทัวร์บุญ

    เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ได้ตะลอนทัวร์บุญจริง ๆ เลย  โดยวันเสาร์ได้ไปที่ บ้านขนิษฐา เพื่อร่วมงานแสดงภาพและแสดงธรรมของพระอาจารย์อำนาจ โอภาโส ส่วนวันอาทิตย์เช้าก็ไป รพ.พระปิ่นเกล้า เพื่อฟังอาจารย์วรภัทร สอนธรรมและก็จะได้สอบถามอาจารย์วรภัทรในบางเรื่องที่สงสัย ค้างคาอยู่ในใจ นอกจากนี้ยังจะได้พบกับคุณ cat เพื่อฝากเบอร์ไว้ จะได้นัดกันเพื่อไปขึ้นเขากับฤาษีกะลาในครั้งต่อไป และยังจะได้นำแผ่นไปให้คุณจิรายุ เพื่อ wrtie งานที่ผาซ่อนแก้วและก็งานที่บ้านขนิษฐาเมื่อวานนี้ด้วย คงจะได้รับเร็ว ๆ นี้…ไม่น่าเชื่อว่าช่วงนี้จะมีกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ???
 
    ส่วนตอนบ่ายก็วิ่งรอกกลับไปที่ ไทสบาย เพื่อฟังพระอาจารย์อำนาจอีกรอบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่แผลผ่าตัดที่กลางหลังนั้นยังห้อยรุ่งริ่งอยู่เลย…ดีเหมือนกัน หายฟุ้งไปเยอะเลย เพราะมัวแต่เจ็บ
 
    วันเสาร์นั้น พระอาจารย์ก็เทศน์ไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก คือ เน้นที่มีสติอยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่มากระทบก็สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ อย่าปรุงหรือคิดต่อ แต่ที่สำคัญคือเราเพิ่งจะเรียนรู้วิธีดูภาพก็คราวนี้เอง
 
     ท่านสอนว่า "การดูรูปนี้ให้ค่อย ๆ ดู ทีแรกเลยอย่าเพิ่งดูรายละเอียด ให้สังเกตุที่ความรู้สึกก่อน แล้วก็ค่อย ๆ ดูไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาเอง" และที่สำคัญก็คือท่านสอนต่อว่า "ก็เหมือนการฝึกดูจิตเช่นกัน หัดดูไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นชัดขึ้นเองทีละน้อย แต่ดูให้ต่อเนื่อง" ซึ่งโดนใจเรามากว่า เอ๊า อาจารย์เอาวิธีดูภาพมาสอนดูจิตจนได้ และก็เห็นชัดเสียด้วยซี
       พอเทศน์จบ ท่านก็พาเดินดูภาพที่จัดแสดง และได้บรรยายบางภาพด้วย โดยเฉพาะภาพนี้ เราดูแล้วก็หายเข้าไปในภาพเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ดูภาพแล้ว in กับภาพและรู้สึกได้ถึงอะไรบางสิ่งบางอย่างได้เกิดขึ้นในตัวเรา พระอาจารย์ก็มองสบตามาพอดี เราเห็นแววตาความปิติสุขและความเมตตาของพระอาจารย์ได้อย่างดี เมื่อท่านพูดถึงภาพนี้ และท่านเองก็เห็นอาการของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เรานึกถึงฤาษีกะลา เมื่อครังที่ได้คุยกันที่ผาซ่อนแก้ว ซึ่งฤาษีกะลาจะหันมามองตาเราอยู่เสมอ ๆ และหลายครั้งที่ไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ก็เข้าใจเรื่องที่ต้องการพูดจากสายตาที่มองมายังเรา…
    
ส่วนวันอาทิตย์เช้านั้น ท่านอาจารย์วรภัทรสอนโดยใช้ผู้เรียนให้มีส่วนร่วม ให้หลาย ๆ คนได้มีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสาธิตการทำงานของขันธ์ 5 ทำให้เข้าใจขันธ์ 5 ได้ดีและก็ชัดเจนมาก คงเป็นครั้งแรก อาจารย์เลยสอนให้รู้จักขันธ์ 5 และก็สอนให้ดูจิต ว่าดูอย่างไร ที่ใหน เมื่อจิตเกิด เราควรจะใช้สติเข้ามาจัดการจิตอย่างไร คราวต่อ ๆ ไป เมื่อดูกันเป็นแล้ว อาจารย์คงมาสอนขั้นต่อไปแน่ ตอนนี้ก็รีบ ๆ ฝึกไปซ๊ะ คราวหน้าจะได้ไปต่อได้
 
     สำหรับภาษาไทยวันละคำ ที่ได้จากอาจารย์วรภัทร วันนี้ก็คือ "ถ้าคิดดี ก็จะได้คิด ถ้าได้คิด ก็จะคิดได้" โห…สุดยอดเลยครับ เข้าใจแล้วครับ ทำไมอาจารย์ถึงได้แนะนำให้ลบสัญญาแย่ ๆ ชั่ว ๆ ออกไปให้หมด แล้วเอาความคิดดี ๆ ใส่เข้าไปแทนให้มากที่สุด…ครับผม จะโอปนยิโก น้อมเข้ามาใส่ตนและก็ปฏิบัติตามเลยครับผม
 
    ส่วนภาษาไทยวันละคำที่ได้จากพระอาจารย์อำนาจในบ่ายวันอาทิตย์นี้ก็คือ "ในความมืดมิด ก็ยังมีความงามของรัตติกาลอยู่ ดังนั้นเมื่อเจอรัตติกาลของชีวิตก็จงอดทน เพราะไม่นานนักรัตติกาลนั้นก็จะผ่านพ้นไป" แล้วเราหาเจอความงามของรัตติกาลแห่งชีวิตที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไปหรือเปล่า????
 
      อ้อมีอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจมาก็คือคำว่า "อดทน" รู้จักใหมว่าเป็นอย่างไร ฮา ๆ อาจจะไม่เคยได้ยินที่ใดมาก่อนเลยก็ได้ แต่ก็ได้ใจความที่น่าทึ่งมาก เมื่อ "อด คือ อยากได้แต่ไม่ได้" ส่วน "ทน คือ ไม่อยากได้แต่ได้" ว้าว อะไรจะชัดเจนอย่างนี้ …
 
      ว่าจะหมดอยู่แล้วเชียว เก็บตกละกัน คำสุดท้าย คือ "ปัญญาชน ก็พวกชนกันด้วยปัญญาไง" ฮา ครับ ฮา ต้องบอกว่า ได้สาระเกร็ดดีครับ สบาย ๆ เรียนธรรมะสไตล์ศิลปิน
 
      อ้อ! ลืมไป ฮาเด็ดของอาจารย์วรภัทร ตอนใกล้เวลาพัก ท่านปล่อยมุขว่า "เอ้า ใกล้ชนแล้ว" ก็มีท่านผู้หนึ่งที่ไม่ get ก็ถามอาจารย์ ท่านก็เฉลยว่า "ก็มันจะชน เลยต้องเบรกไง"
 
     เอ้า จบเสียที่ตะลอนทัวร์บุญเนี่ย ส่วนคำสอนของฤาษีกะละ ก็ต้องเป็นข้าวผัดอีกเช่นเคย….คงไม่นานนี้แหละครับ หวังว่าคงจะก่อนได้ไปพบท่านฤาษีอีกหนึ่งรอบนะคร๊าบบบบบ