ผาซ่อนแก้ว

 ครบรอบขวบปีแล้วที่เราเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เมื่อก่อนนี้ก็เป็นพวกกิ้งก่า คือ วิ่ง ๆ หยุด ๆ ทำเหมือนไฟไหม้ฟาง บ้าเป็นพัก ๆ แล้วก็หยุด แล้วก็เริ่มบ้าใหม่ แล้วก็หยุด เป็นอยู่อย่างนี้ ตลอดมา…
     จำได้ว่า เมื่อวันวิสาขบูชา ปีที่แล้วได้ไปปฏิบัติธรรมโดยไม่หลับไม่นอนเลยที่ยุวพุทธ คราวนั้นก็เป็นครั้งแรกที่จะได้พบพระอาจารย์ พระครูเกษมธรรมทัต และก็จะทดสอบกำลังใจว่า ถ้าไม่นอนเลยทั้งคืน จะทนได้ใหม???
      ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่จะทดสอบกำลังใจว่า คราวนี้จะมีขันติพอใหม? ศรัทธามีพอใหม? จะได้รู้ว่าจะล้มเลิกอีกใหม?
     ปรากฏว่า สามารถอยู่ได้ ตลอดวันตลอดคืน นับจากบ่ายวันโกน จนถึงเช้าของวันวิสาขบูชา ได้แต่เดินจงกรม นั่งสมาธิ และก็ฟังธรรม จึงนับเป็นกำลังใจตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา
     วันนี้ก็ครบรอบขวปปี แห่งการมุ่งมั่นปฏิบัติ แล้วซี…ทบทวนดูจากที่บันทึกไว้ ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่า เราก็สามารถทำได้เหมือนกัน ถึงแม้จะไม่ได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนคนที่เขาบารมีแก่กล้า แต่ก็ไม่ได้เนิ่นช้าจนไม่เห็นความก้าวหน้าแต่อย่างใด พอจะหยุดหรือจะเนิ่นช้าคราวใด ก็มีเหตุให้กลับมาสู่เส้นทางตรงลัดสั้นและก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่งจนได้ทุกที
      ต่อไปนี้คงจะไม่เลิกล้ม ละทิ้ง อีกแล้วนะ เวลาของเราไม่มีเหลือเฟือ พอที่จะออกนอกเส้นทางนี้ได้อีกแล้ว รอให้มั่นใจก่อนว่า เราปลอดภัยแล้ว ค่อยกลับไปทำสิ่งที่ชอบ และอยากรู้อยากเห็นก็แล้วกัน คงยังไม่สายหรอก…
      เราเป็นคนที่เชื่อเรื่องโชคลางอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เชื่อแบบงมงาย จะทำเฉพาะเรื่องที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนหรือว่าเรื่องที่ไม่ได้ทำให้เสียงานเสียการ หรือว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ดูฟุ่มเฟือยเกินไปนัก…
     วันนี้ก็เช่นกัน เป็นวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือเพ็ญเดือนหก ที่คนบ้านนอกอย่างเราจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี อ้อลืมไป เค้าให้ใช้คำว่า "ชนบท" แทนบ้านนอก ซึ่งแม้ว่าจะเรียกให้ไพเราะอย่างใดความจริงก็ยังเป็นบ้านนอกอยู่ดีหละ ไม่ได้ทำให้มันเจริญขึ้นตามคำเรียกที่ดูโก้หรู แต่อย่างใด เราเลยชอบคำว่าบ้านนอกมากกว่า เพราะมันบอกได้ดีว่า เราเป็นใคร…
     เป็นวันที่คนในครอบครัวเราจะรู้กันดีเป็นการภายในว่า วันพระขึ้น 15 ของเดือน 3 หรือเดือน 6 หรือเดือน 12 นี้เป็นวันที่พวกเราจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ไม่จำเป็น แต่จะเข้าวัดปฏิบัติธรรม และปลดเปลื้องภาระทางโลกต่าง ๆ ทำใจให้สบาย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเตรียมตัวตายนั่นเอง
      ที่ถือกันอย่างนี้ก็เพราะว่า ญาติในครอบครัวเป็นส่วนใหญ่จะตายในวันพระขึ้น 15 ค่ำ โดยเฉพาะวันพระใหญ่ ๆ ข้างต้น บางคนก็ตายด้วยอุบัติเหตุ บางคนก็ตายด้วยโรคประจำตัว บางคนก็ตายด้วยโรคชราตามอายุขัย และบางคนก็หลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย จึงนับเป็นมรณานุสสติได้เป็นอย่างดีว่า คืนนี้เราอาจจะหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้…ดังนั้นวันพระใหญ่เช่นนี้ จึงพยายามหลีกเลี่ยงกิจที่ไม่จำเป็น….
      เมื่อไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นแล้ว นอกจากจะต้องขับรถเดินทางไปผาซ่อนแก้ว เพื่อจะปฏิบัติธรรม เวียนเทียนในวันวิสาขบูชาในคืนนี้แล้ว ยังจะได้ร่วมงานพิธีวางศิลาฤกษ์ เจดีย์บรรจุพระธาตุผาซ่อนแก้วธรรมนฤมิต ในวันรุ่งขึ้นอีกด้วย ประกอบกับความอยากที่จะไปผาซ่อนแก้วนี้มีมานานพอสมควรแล้ว พอที่จะเห็นความอยากได้เป็นอย่างดี ก็คิดว่า ควรจะไปวันนี้หละ อยู่กรุงเทพ ก็คงไม่มีอะไรเป็นแก่นสารมากนัก…
      จึงขับรถไปด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในใจก็ภาวนาว่า "เจ้าประคูณ ขอให้ได้ไปถึงผาซ่อนแก้ว โดยปลอดภัย และได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมก่อนเถอะ อย่างอื่นค่อยว่ากัน อย่าให้ประสบอุบัติเหตุแล้วไปไม่ถึงผาซ่อนแก้วเล๊ย"
      ออกจากกรุงเทพในตอนตีห้า เพื่อที่จะได้ไปถึงสาย ๆ และไม่เสียเวลากับการจราจรในกรุงเทพอีกด้วย
        แวะพักที่สระบุรี เพื่อหาอะไรดื่มลดความตึงเครียดภายใน และก็พยายามทำใจให้สบาย ๆ เพื่อจะได้ลืมว่าวันนี้วันพระใหญ่
      มาถึงวิเชียรบุรีเอาตอน 7.40 น. ก็คิดว่า แวะพักทานอาหารเช้าก่อนดีกว่า ไก่ย่างวิเชียรบุรี นี่ขึ้นชื่ออยู่แล้ว นอกจากนี้ ส้มตำทอด อาหารแนะนำของที่นี่เลย และที่ขาดไม่ได้สำหรับเรา ก็คือ ต้มยำไก่บ้านใบมะขามอ่อน โอ๊ย…แซ่บหลาย
      อิ่มหมีพีมันมากจนพอจะทำให้ลืม ๆ เรื่องวันนี้วันพระใหญ่ไปได้โขทีเดียว
      ระหว่างทางก็เปิดซีดีของพระครูเกษม ที่เราเลือกมาบางเรื่อง สลับกับวิถีแห่งความรู้แจ้งของพระอาจารย์ปราโมช ปาโมชโช และก็วันนี้ฟังอย่างตั้งใจ และก็แปลกมาก ซีดีของทั้งสองพระอาจารย์นี้ สอนอะไรที่คล้ายกันมาก จนเราไม่อึดอัดต่อไปแล้วว่า ปฏิบัติตามหลายพระอาจารย์ แล้วเราจะสับสนเอง ตอนนี้เราไม่สับสนแล้ว…
      ในที่สุด…ความอึดอัดทั้งหมดก็จบลงเมื่อขับรถมาจอดที่ผาซ่อนแก้วจนได้ ได้ในเวลา 10.00 น. ก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่พองโต และหายใจเข้าจนสุดปอด เพื่อรับกับอากาศอันบริสุทธิ์ และก็ธรรมชาติอันงดงาม ซึ่งผิดจากมโนภาพที่วาดไว้ว่า คงจะมีแต่ปฏิมากรรมที่เกิดจากความคิดของพระอาจารย์อำนาจ เท่านั้น …
      แต่ความจริงกลับปรากฏว่า ปฏิมากรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งความงามที่กลมกลืนเข้ากับธรรมชาติรอบ ๆ ข้างเป็นอย่างดี จึงประจักษ์แก่ตา ว่าพระอาจารย์ ช่างเก่งมากเสียจริง ๆ ที่สามารถเลือกทำเล แล้วพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะหมดจดงดงามลงตัวอย่างหาที่ติไม่ได้…..รีสอร์ทที่ว่าเจ๋ง ๆ ถ้ามาเทียบกับสถานปฏิบัติธรรมนี้หละก็ กินยากครับ จะบอกให้…
     ครั้งนี้ก็อีกเช่นเคยเหมือนกัน…คนเยอะมาก จนไม่รู้ว่าจะนอนที่ใหน ทุกห้องที่เตรียมไว้สำหรับให้ญาติธรรมพักเต็มหมด  แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เพราะเริ่มเคยชินกับเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว และก็คิดว่า ใหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ไม่ถอยแน่นอน อีกอย่างหนึ่ง แถวนี้รีสอร์ทก็มีเยอะแยะ ไม่ลำบากอะไร อย่างมากก็กลับออกไปนอนรีสอร์ทที่ใหนซักแห่งหนึ่งก็แค่นั้นเอง และก็จิตตกนิดหนึ่งว่า รู้อย่างนี้เอาเต๊นท์มาเองก็ดีแล้ว อุตส่าห์ไปซื้อมาเตรียมไว้แล้วเชียวนา…
    พอเดินเข้าไปก็เห็นพระอาจารย์กำลังคุมคนปลูกต้นไม้หน้ากุฏิที่พระครูเกษมธรรมทัต มาสร้างถวาย ก็จึงไม่ได้เดินลงไปกราบท่าน แต่ว่าหันไปเข้าครัว ช่วยตุ้ย ทำกับข้าว ซึ่งความจริงน่าจะเรียกว่า ไปเกะกะ เค้าเสียมากกว่า
    ไม่นานนัก ก็ได้เวลาภัตตาหารเพล พระอาจารย์ก็เลยเดินขึ้นมา จึงมีโอกาสได้กราบท่านเป็นครั้งแรกที่มาถึง
     ก็ก้มลงกราบท่านที่ตรงหน้าโรงครัวนั้นเอง โดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก แม้ว่าตรงนั้นจะสกปรก แต่ก็คิดว่า เลอะเทอะข้างนอกก็สักล้างออกได้ ไงก็ขอให้ใจไม่เลอะเทอะสกปรกก็พอแล้ว…เพิ่งจะมาเห็นผลของการกราบพระอาจารย์ตรงนั้น ก็ในตอนวันกลับนี้เอง ว่า คิดถูกแล้วที่ทำอย่างนั้น…
      กราบพระอาจารย์ เสร็จ พอเงยหน้าขึ้นมา ท่านก็ทักว่า "มาถึงนี่เชียวนะ" ก็ได้แต่ตอบรับสั้น ๆ ว่าครับ แต่ในใจนั้นบอกว่า "ถึงพระอาจารย์จะอยู่ที่ใหน ก็จะตามไปอยู่ดีแหละครับ"
      พอพระอาจารย์ฉันเสร็จ ก็ถึงเวลา เป็นลูกศิษย์พระ(อีกแล้ว) กินข้าวก้นบาตร (ความจริงเหลือในจาน ไม่ใช่ในบาตร) น่าแปลกจัง ที่ตอนนี้ข้าวก้นบาตรพระ ช่างอร่อยเสียจริง ๆ นับตั้งแต่วัดป่าธรรมอุทยาน ของหลวงพ่อกล้วยแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่า ทั้งสองแห่งนี้ มีอาหารเหลือเฟือกระมัง จึงตักได้อย่างไม่ต้องเกรงใจคนข้างหลัง ซึ่งต่างจากวัดมเหยงค์ ซึ่งเป็นข้าวก้นบาตรจริง ๆ เนื่องจากเป็นข้าวที่พระบิณฑบาตรมา และก็มักจะไม่มากนัก เคยสังเกตุว่า อุบาสิกา ซึ่งตักอาหารหลัง อุบาสก มักจะเหลืออาหารให้ไม่มากนัก จึงรู้สึกไม่ค่อยอร่อยกระมัง???
      หลังจากกินข้าวเที่ยงแล้ว ก็หยิบโน่นฉวยนี่ เห็นเขาทำอะไรที่เราจะทำได้ ก็ช่วยเค้าทำไป ตกบ่าย ก็ไปช่วยกันกับคุณชัยณรงค์, คุณแหม่ม, และก็นา ช่วยกันเก็บกวาดกุฏิ ที่พระอาจารย์สร้างถวาย ตลอดเวลาที่ทำไป ก็คุยกันไปถึงเรื่องพระอาจารย์ (พระครูเกษม) และก็อิ่มอกอิ่มใจว่าไม่เสียแรงมาถึงนี่ ยังจะมีโอกาสได้พบพระอาจารย์ที่นี่ รู้สึกว่าการขัด เช็ด ถู คราวนี้ เป็นเรื่องที่สร้างความสุขให้กับทุกคน และที่สร้างความสุขให้เป็นอย่างมากก็คือ คิดว่า ไงเสียคืนนี้ก็คงได้อาศัยนอนที่นี่คืนหนึ่งหละ…
     และแล้วฝันก็สลายเมื่อมีญาติธรรมสองท่านเดินมาที่กุฏิ และแจ้งข่าวกับพวกเราว่า พรุ่งนี้พระอาจารย์จะไม่ได้มา เนื่องจากมีคนบวชเนกขัมมที่วัดมเหยงค์กว่าพันคน พระอาจารย์คงมาไม่ได้ จึงส่งสองท่านนี้ให้มาทำพิธีถวายกุฏิเป็นของสงฆ์แทนพระอาจารย์…เฮ้อ! ว่าจะถือโอกาสนี้ ส่งอารมณ์กับพระอาจารย์และก็ขอคำแนะนำต่อซักหน่อย แต่ต้องมานั่งกินแห้วเสียแล้วพวกเรา…

2 thoughts on “ผาซ่อนแก้ว

  1. อนุโมทนากับการปฏิบัติธรรมครับเคยกราบพระอาจารย์อำนาจตอนที่ท่านไปสวนโพธิญาณฯอีกครั้งก็วันเปิดสวนสันติธรรม คุยๆ กับเพื่อนๆ อยู่เหมือนกันครับว่าอยากหาเวลาไปที่วัดท่าน

  2. อนุโมทนาด้วยคนค่ะ
     
    ก็ไม่แปลกใจหรอกค่ะที่จะได้หนังสือ "ทางเอก"เพราะพระอาจารย์อำนาจ ท่านไปร่วมพิธีเปิดสวนสันติธรรมด้วย
     
    ทางชมรมธรรมะรักษาเคยโทรมาชวนให้ไปทำบุญทอดผ้าป่าที่ผาซ่อนแก้วอยู่สองหนค่ะแต่ก็พลาดไปทั้งสองหน แต่คิดว่า ยังไงต้องหาโอกาสไปให้ได้สักครั้งหนึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตค่ะ
     
    รู้สึกเราจะมีเรื่องธรรมะคุยกันไม่รู้จบนะคะถ้าว่างออนเอ็มมาคุยกันได้ค่ะ
    rspeing@hotmail.com

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s