เวียนเทียน

 เมื่อเสร็จจากการขัดถูกุฏิที่พระอาจารย์(พระครูเกษม) จะถวายแล้ว ก็มานั่งพักคุยกันฆ่าเวลา จนกระทั่งได้เวลาอาหารเย็น ก็จึงชวนกันไปทานข้าว เพราะว่าทานเสร็จแล้วก็จะได้เวลาทำวัตรเย็นพอดี และหลังจากนั้นก็จะได้เวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชาต่อไป ก็เป็นวัดที่สองแล้วซินะ ที่มีอาหารเย็นเลี้ยงอุบาสก อุบาสิกา…
 
      ในขณะที่รอพระอาจารย์อำนาจมาร่วมทำวัตรเย็นนั้น พระอาจารย์ยงยุทธก็ได้กล่าวถึงความเป็นมาของผาซ่อนแก้วให้ฟัง เราก็ฟังอย่างธรรมดาไม่ได้คิดอะไร จะมาสะดุดก็ตรงที่คำว่า "เมื่อได้มาพบกับฤาษี กะลา ณ. ที่นี้" คำที่ทำให้สะดุดและเกิดมโนภาพขึ้นมาก็คือคำว่า "ฤาษี" …
     เอ๊ะฤาษีในเมืองไทยก็มีด้วยหรือนี่??? แล้วฤาษีหน้าตาเป็นอย่างไรนะ? แต่งตัวอย่างไรน๊ะ? แล้วเค้าอยู่ที่ใหนน๊ะ? เค้าทำอะไรบ้างนะวัน ๆ หนึ่งนี่? แล้วเค้าอยู่กินอย่างไรนะ…โอ๊ย คำถามพรั่งพรูมาจากใหนกันมากมาย…แล้วใครจะตอบเราได้ดีนอกจากตัวฤาษีกะลาเอง…
 
     คำถามพร้อมมโนภาพผุดขึ้นมามากมาย จนแทบจะไม่ได้ยินว่าพระอาจารย์ยงยุทธพูดว่าอะไรอีก จนความคิดมาหยุดลงก็ตอนที่เค้าเริ่มทำวัตรเย็น…
     ความอยากรู้ อยากเห็น อยากสนทนากับฤาษีกะลา อยู่ในความคิดตลอดเวลา ขณะนี้ฤาษีกะลาอยู่ที่ใหนน๊า ทำอย่างไรถึงจะได้เจอ??? เราจะต้องเจอให้ได้…
 
     เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จก็เริ่มพิธีเวียนเทียน โดยเดินลงมาจากหอธรรม แล้วไปเวียนรอบลานโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นโพธิ์จากพุทธคยา ที่ปลูกไว้เมื่อวันวิสาขบูชาปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ครบขวบปีแล้วเหมือนกัน ขณะนี้ก็สูงกว่าพระอาจารย์ยงยุทธแล้ว
 
      ในขณะที่เวียนเทียนนั้นก็มีการปล่อยโคมตลอดเวลา ทำให้ได้บรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากคนเยอะมาก จึงเดินไปอย่างช้า ๆ กว่าจะครบสามรอบก็กินเวลานานมากพอสมควร …
      เมื่อเวียนเทียนเสร็จแล้ว การปล่อยโคมก็ยังไม่เสร็จ จึงมีการช่วยกันปล่อยโคมเป็นการใหญ่ ทำให้เป็นที่สนุกสนานไปตาม ๆ กัน
 
      กว่าจะเวียนเทียนเสร็จก็ดึกมากพอสมควร อีกทั้งเหนื่อยมาก เพราะว่าวันนี้ ต้องเดินขึ้น/ลง หลายครั้ง จนขาแทบจะก้าวไม่ออก ก็เลยตกลงปลงใจพร้อมกันว่า คืนนี้นอนในหอธรรมก็แล้วกัน มีคนนอนเยอะมาก มีเสียงกรนมาเป็นอาจารย์สอบอารมณ์ด้วย
      แต่ปรากฏว่า เพียงไม่นานนัก เราก็หลับไปอย่างสบาย …