พิธีวางศิลาฤกษ์เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วศิริราชย์ธรรมนฤมิต

       วันนี้ (13 พ.ค. 49) ตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพราะว่านอนอยู่ในหอธรรมซึ่งเค้าจะมาสวดมนต์ทำวัตรเช้ากันที่นี้ ก็เลยต้องตื่นตามระเบียบ
 
        พระอาจารย์ยงยุทธ มานำสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วท่านก็แนะนำถึงเจดีย์ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และก็บอกว่าจะตั้งชื่อว่า เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วศิริราชย์ธรรมนฤมิต และก็พูดคุยอีกหลายเรื่อง เราก็จำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก จำได้แต่เพียงว่า ท่านมีมุขให้อุบาสก อุบาสิกา คลายเครียดตลอดเวลา เราก็เลยผ่อนคลาย ไม่เคร่งตึง และไม่คิดว่ากำลังปฏิบัติแต่อย่างไร ตอนที่มาที่นี่นั้นก็เพราะว่ารู้จักท่านอาจารย์อำนาจ และเห็นว่า ท่านมีอารมณ์ศิลปินมาก ก็กะว่าจะมาที่นี่เพื่อผ่อนคลายความเคร่งตึงในการปฏิบัติลงมาเท่านั้น แต่เมื่อได้พบกับพระอาจารย์ยงยุทธแล้ว เรากลับได้ความผ่อนคลายมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก เราจึงเริ่มพูดเล่นบ่อย ๆ ตามนิสัยความเคยชินของเรา จนใคร ๆ เริ่มบอกว่า เราไม่สำรวม เราก็บอกว่า ตามท่านอาจารย์ยงยุทธ เพราะท่านเป็นหัวหน้าคณะ เราเป็นลูกทีม ฮา ฮา วันหลังต้องไปขอขมาต่อท่านเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ดีนะ วันสุดท้ายก่อนจะกลับ ท่านอาจารย์จินดาไปเรียนพระอาจารย์ว่า พวกเราต้องการขอขมาก่อนจะกลับ พระอาจารย์เลยนำให้ว่าตามเบ็ดเสร็จ ไม่งั้น คงต้องกลับไปอีกในไม่ช้านี้ แต่ถึงว่าไม่ติดค้างเรื่องขอขมา เราก็จะกลับไปอยู่แล้ว ช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ที่ 3-4 มิ.ย. นี้ก็ว่าจะไปอีก…
 
       หลังจากนั้นท่านก็ให้พวกเราไปทานข้าว และก็แยกย้ายกันไปทำงานกันคนละไม้ ละมือ แล้วแต่ถนัด ใครเห็นอะไรทำได้ ก็ทำไปแล้วกัน ไม่ต้องรอให้สั่ง เราก็เลยทำมันทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่างานแบกหาม ยก เช็ด ขัด ถู ทำหม๊ด…
 
       สาย ๆ ของวันนั้นเอง คุณสว่างก็เดินมาที่กลุ่มพวกเรา แล้วก็บอกว่าให้ไปช่วย อาจารย์จินดา ทำบัญชี และก็นับเงินกันหน่อย ไอ้พวกเราก็ถนัดนัก เรื่องนับเงินและก็เก็บเงินให้ชาวบ้านเนี่ย…ก็นับกันไป ลงบัญชีกันไป นับแล้วนับอีก ไม่ให้พลาดซักนิดเลย…สรุปตัวเลข ณ เวลานั้น คร่าว ๆ ก็ได้ไปเก้าแสนเศษ ๆ แต่ว่าเมื่อรอนับตอนสุดท้าย ก็ต้องร้องว่า ล้านแล้วจ๊า!!!
 
        ขณะที่นับเงินกันอยู่นั้น คุณสว่างก็คุยความเป็นมาและเป็นไปอีกหลายอย่างรวมทั้งเรื่อง เจดีย์บรรจุพระธาตุนี้ด้วย ปรากฏว่าสถาปนิกที่ออกแบบเจดีย์นี้ยังเด็กมาก ได้มาคุยให้เราฟังถึงเรื่องความเป็นมาและเหตุจูงใจในการออกแบบต่าง ๆ นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเค้าที่ได้มีโอกาสรับใช้พระศาสนาตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนั้นคู่ครอง (เค้าเพิ่งแต่งงานไม่นานนัก) ก็เป็นคนที่สนใจในธรรมะ ได้ช่วยกันออกแบบให้กับหลายวัดมาแล้ว…สาธุ ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด
 
        สำหรับมื้อกลางวันนี่ สับสนอลหม่านกันพอสมควร เพราะว่า แม่ครัวไม่ทราบว่า พระอาคันตุกะมีทั้งหมดกี่รูปแน่ ดังนั้นจึงมีการจัดสำรับไว้เพียง 2 สำรับ แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาก็มีการเพิ่มอีกหนึ่งที่สำหรับสามเณร ก็ไม่มีปัญหาเพราะว่าของที่ญาติโยมนำมาก็ยังมีพอประมาณ แต่พอใกล้จะเสร็จ ก็มีคนมาบอกอีกว่า ต้องการเพิ่มอีกสำรับ สำหรับแม่ชี เอาหละซี ของที่เตรียมไว้ หลายอย่างใส่จานหมดแล้ว จึงต้องไปนำกลับมาเพื่อแบ่งใหม่ ให้พอดีกับจำนวนสำรับที่จะต้องเลี้ยงทั้งพระ เณร และแม่ชี งานดูจะยุ่ง วุ่นวายพอสมควร เพราะว่า ไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่รู้ว่าจะต้องฟังใครดี มันกี่ทีกันแน่หว่า? ทุกคนก็ช่วยกันทำตามที่ตัวเองเห็นและคิด ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะดูวุ่น ๆ ไปซักนิด แต่ก็สำเร็จไปด้วยดี ที่เหนืออื่นใด ก็คือ ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครมาคอยตำหนิว่าใคร หรือว่าเกี่ยงกัน หรือว่าไม่พอใจซึ่งกันและกัน ทุกคนร่วมแรงร่วมใจทำเพื่อพระอาจารย์ ซึ่งถ้าเป็นในที่ทำงานเราคิดว่าคงมีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างแน่ ๆ เลย นี่หละมั้งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอยากไปอยู่วัด!
 
        เมื่อทานข้าวกลางวันเสร็จก็เกือบ ๆ เที่ยงพอดี ทุก ๆ คนก็เริ่มทะยอยไปยังปะรำพิธี เสียงพิธีกรก็เริ่มประกาศเชิญชวนให้แขกเหรื่อทั้งหลายประจำที แต่เราไม่รีบเข้าไปเพราะรู้ว่าคงไม่พอให้แขกนั่ง เราคงต้องหาที่เหมาะ ๆ ตรงใหนซักที่เอง
 
       ไม่นานนัก ก็เริ่มพิธีโดยพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ตอนนี้อากาศร้อนมาก แดดเปรี้ยง ๆ เลย ท้องฟ้าแจ่มใสเป็นพิเศษ เราได้ที่ข้าง ๆ เต๊นท์ พอได้หลบแดดบ้างเล็กน้อย แต่ว่าพอเวลาผ่านไปไม่นานหนัก แดดก็เริ่มตามมาถึง ตอนนั้นก็ยังพยายามหลบแดดอยู่ เพราะว่าร้อนมาก
      
       เมื่อพระเจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวพราหมณ์อ่านโองการ เมื่อพราหมณ์อ่านโองการเสร็จ ก็ถึงเวลาที่พวกเราแขกเหรื่อทั้งหลายแหล่ช่วยกันสวดอิติปิโส 21 จบ
 
      สวดกันยังไม่ครบดี ก็ถึงเวลาฤกษ์ดี ท่านอาจารย์ยงยุทธก็จึงนิมนต์ท่านเจ้าคณะจังหวัด ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อเวลา 13.39 น. พร้อม ๆ กับที่พวกเรายังสวดอิติปิโสฯ ไม่ครบ 21 จบเลย
 
     ขณะทีกำลังเริ่มวางศิลาฤกษ์นั้น แดดที่เคยร้อนเปรี้ยง ๆ ก็กลับมืดเหมือนฝนจะตก แต่ว่าก็แปลกที่รอบ ๆ พื้นที่ที่ไกลออกไปฝนตกรอบตัวเรา แต่แถวที่เราทำพิธีอยู่กลับไม่มีฝนเลย
 
     เมื่อทำพิธีเสร็จ ก็เหมือนฝนทำท่าจะตก เราก็เลยรีบเก็บของและหอบเอาอาสนะลงมาก่อน เพราะกลัวว่าจะเปียกฝน แล้วก็รออยู่ทีหอธรรม
 
     ไม่นานก็ได้ยินว่า พระอาจารย์ยงยุทธจะแจก ลูกแก้ว จึงรีบขึ้นไปรับ เมื่อขึ้นไปก็พบกับตุ้ย ตุ้ยก็ให้เราเลื่อกเอาเหรียญที่ได้จากการโปรยทานเมื่อซักครู่นี้ ก็เลยบอกตุ้ยว่างั้นพี่ขอเหรียญบาทนะ จะได้เต็มบาท ตุ้ยก็รู้อยู่แล้วว่าพี่ตั้งเป้าไว้อย่างไร ก็ขอให้เต็มบาทก็แล้วกันนะ…
 
      เมื่อเสร็จพิธี แขกก็เริ่มทยอยพากันกลับ มีคนมาลาพระอาจารย์กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า คนแล้วคนเล่า จนกระทั่งเหลือไม่มากนัก เราตั้งใจอยู่ต่อเพราะติดใจในบรรยากาศของสถานที่ และก็อยากอยู่คุยกับพระอาจารย์ก่อน ตั้งแต่มาถึงจนกระทั่งถึงตอนนี้ยังไม่ได้ธรรมะเลย ได้แต่ทำบุญเท่านั้นเอง ก็คิดว่า ยังไงเสีย พรุ่งนี้ก่อนกลับ พระอาจารย์คงให้ธรรมะ กลับมาเป็นการบ้านแน่นอน ยังจำคำสอนของหลวงพ่อประสิทธิ์ว่า ให้เรามาเอาธรรมะ ไม่ได้ให้เรามาเอาคน!
 หมายถึงให้เราไม่ยึดติดกับตัวบุคคลแม้ว่าจะเป็นครุบาอาจารย์ก็ตาม
 
       เมื่อแขกเหรื่อทะยอยกันกลับไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกทีตั้งใจอยู่ต่อ ท่านอาจารย์ยงยุทธ ก็จึงให้เรียกคนในพื้นที่มาเพื่อทำพิธี เขียนแผ่นทอง และก็สวดมนต์ ตลอดจนให้ศีลให้พร รวมทั้งแจกของที่ระลึก (ก็ลูกแก้วน่ะซี ที่นี่ ผาซ่อนแก้ว ไม่แจกลูกแก้ว แล้วจะแจกอะไร จิม๊ะ???) แก่ท่านเหล่านั้น เนื่องจากว่าในตอนที่กำลังทำพิธีในตอนบ่ายนั้น ท่านเหล่านี้มัวแต่ติดภาระกิจที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ เลยไม่มีโอกาสได้ทำเหมือน ๆ กับแขกที่มา พระอาจารย์จึงให้โอกาสในตอนท้ายนี้เอง เราเห็นแล้วก็เลยเข้าใจได้ทันทีว่า พระอาจารย์นี่ช่างเก่งเรื่องมวลชนจริง ๆ มิน่าเล่าชาวบ้านแถวนี้จึงศรัทธา มาช่วยงานกันมาก และที่เราประทับใจก็คือ แม่ครัวที่ชื่อ "นี" อยู่แต่ในครัวตลอดเวลา ข้าวปลาอาหารทั้งเลี้ยงพระ เลี้ยงคน มิได้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด ก็ขอโมทนากับส่วนบุญนี้ด้วยก็แล้วกัน แล้ววันหน้าผมจะไปรบกวนอีกค๊าบ…
 
       ตอนเย็นขณะที่กำลังยืนคุยกับตุ้ย ก็เห็นใครแต่งตัวแปลก ๆ กำลังยืนคุยอยู่กับบอย ก็เลยถามว่าใครน่ะ??? ตุ้ยตอบว่า "ฤาษี กะลาไง" โอ๊ะ พระเจ้าช่วย! การไม่รีบกลับก็ดีอย่างนี้เอง ไม่นึกเลยว่า ที่อยากพบฤาษีเมื่อวานนี้ พอวันนี้ก็มีโอกาสได้เจอ  ไม่ได้การเสียแล้ว ต้องเข้าไปฟังเค้าคุยกันหน่อยว่าเค้าคุยอะไรกันน๊า??? ก็เลยเข้าไปยืนฟังเค้าคุยกัน…จับใจความได้ว่ากำลังคุยกันเรื่องที่เมื่อเช้าไปเที่ยวถ้ำกันมา โดยฤาษีกะลาเป็นคนนำทาง ฮ้า ทำไมเราไม่รู้นะเนี่ยยยย
 
       คุยกันไปซักพักหนึ่ง ก็ปรากฏว่า ไม่มีใครคุยต่อ เราเลยได้โอกาส เริ่มยิงคำถามคาใจทันที…อาจารย์ครับ ทำไมอาจารย์ไม่บวชครับ?..เพราะในใจคิดว่าฤาษีต้องการบำเพ็ญตบะ…แต่คำตอบที่ได้กลับไม่ใช่ และก็อีกหลายคำถามมากมาย…เราใช้เวลาคุยรวมทั้งมีผู้อื่นแวะเวียนมาถามปัญหาเป็นครั้งคราว และรวมทั้งที่มีผู้อื่นแวะเวียนมาฟังเราคุยกับฤาษีกะลาตั้งแต่ยังไม่ถึงหกโมงเย็น จนกระทั่งเกือบสี่ทุ่ม คุยกันจนหมดเรื่องจะคุย…จำได้แต่เพียงว่า มีคนเอาน้ำมาให้เราทั้งสองคนเป็นระยะ ๆ นับเป็นการคุยที่ออกรสชาดมาก ได้เนื้อหาสาระสำหรับเรามาก ๆ ทีเดียว ก่อนจากกัน ท่านยังได้ชักชวนให้เรากลับไปที่นั่นอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน แล้วจะพาเราไปวิเวกที่บนเขา ไปเดินจงกรม และนั่งสมาธิที่เชิงหน้าผา เพื่อศึกษาและค้นหาตัวเอง เนื่องจากไปตอนนี้จะประสบปัญหาเรื่อง ยุงลายเยอะ งูเขียวก็เยอะ รวมทั้งทากด้วย ท่านเห็นหน้าตาเราคงนึกว่าเด็กในเมือง แต่ไม่รู้ว่า ความจริงเราก็เด็ก ตจว. เรื่องพวกนี้ยังกลัวน้อยกว่ากิเลสมากครับ แล้วผมจะไปตามคำสัญญาของเรา…
 
        คราวหน้าจะเป็นรวบรวมคำสอนของท่านอาจารย์ฤาษี กะลา
 
 
โฆษณา