ใจกับท้องฟ้า จาก ฤาษีกะลา

          สามอาทิตย์แล้วซีนะ นับจากวันที่เราไปผาซ่อนแก้ว และได้มีโอกาสพบ พูดคุยกับฤาษีกะลา…
          ว่าจะเขียนเรื่องที่ได้จากฤาษีกะลา แต่ก็ผัดผ่อนมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามอาทิตย์ผ่านไป…
        โอ้หนอ…สัญญา อนิจจา สัญญา อนัตตา จริง ๆ เสียด้วยซี ความจำลบเลือนไปไม่ใช่น้อย…
 
         "คนเรานี้ คิดให้ดีก็น่าขำ อยากจำ กลับลืม อยากลืมแต่กลับจำ" เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของใครก็จำไม่ได้แล้…จำได้แต่เนื้อแค่นี้เอง และก็เพิ่งเห็น (เอ๊ะ ทำไมเห็นล่ะ) ก็ตอนนี้เอง…
 
        เข้าเรื่องดีก่า…เมื่อตอนที่คุยอยู่กับฤาษีกะลานั้น บางครั้งก็จะมีคนแวะเวียนเข้ามาฟัง และก็ถามบ้างเป็นครั้งคราว เหมือนกับคราวนี้ ที่กัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ปรารภกับฤาษีว่า "อาจารย์คะ ทำไม เวลานั่งสมาธิแล้วใจไม่ค่อยสงบเลยค่ะ อาจารย์พอจะมีอุบายอะไร ทำใจให้สงบได้บ้างคะ"
 
        เอาหละซี คำถามยอดฮิตเลยนะเนี่ย ลองดูซิ ว่าท่านฤาษีจะตอบยังไง จะเหมือนกับที่เคยได้ยินมาไม๊น๊อ…จิตเกิดแล้ว แต่ไม่รู้ตัวเลย เพราะมัวแต่ดูคนอื่น
 
        ท่านฤาษีแทนที่จะตอบ กลับถามว่า "แล้วใจอยู่ที่ใหน ใจมีหน้าตาเป็นอย่างไร?" ทำเอาคนถามอึ้งไปทันที …นั่นน่ะซี ใจอยู่ที่ใหน แล้วหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ???
 
        ท่านรออยู่ซักครู่เห็นผู้ถูกถามทำหน้าครุ่นคิด ท่านจึงชี้ไปในท้องฟ้า แล้วถามว่า "นั่นอะไร?" เสียงใส ๆ นั้นตอบกลับมาทันทีว่า "ท้องฟ้าค่ะ" …ท่านฤาษีก็สวนกลับทันที่ว่า "อ้าว ท้องฟ้า เป็นยังไง??? ตัวตนเป็นอย่างไร???" …อึ้งอีกแล้ว…ท่านจึงเฉลยต่อว่า "นั่นเป็นการสมมติเรียกกันเฉยว่า ตรงที่ว่าง ๆ ตรงนั้นน่ะ เราเรียกกันว่า ท้องฟ้า ความจริงมันเป็นความว่างเปล่า  ดังนั้น ท้องฟ้า จึงไม่มีตัวตน แต่คนเราสมมติเรียกว่า นั่นน่ะท้องฟ้า" ท่านชี้ไปในท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็หันกลับมาชี้ที่ตัวผู้ถามว่า "ใจเราก็เหมือนกัน ไม่มีตัวตน เป็นความว่างเปล่าอันหนึ่ง ไม่มีรูปร่าง บังคับบัญชาไม่ได้ และสมมติเรียกกันว่าใจ ฝรั่ง แขก จีน เค้าอาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ได้ เข้าใจใหม?"  ท่านถามผู้นั้น แต่หันมามองหน้าเรา เรารู้สึกสว่างวาบตั้งแต่ตอนที่ท่านบอกว่า "ใจเราก็เหมือนกัน" ซึ่งตอนนั้นมันสว่างวาบ เพราะเรามองกลับมาในตัวเอง ก็เห็นว่าตัวเองว่าง ๆ อยู่ และก็เข้าใจว่า "ใจเหมือนกับท้องฟ้าอย่างไร"
 
        ท่านพูดต่อไปด้วยสำเนียงที่เมตตาว่า "ลองระบายสีท้องฟ้าซิได้ใหม? ลองเอาสีสาดขึ้นไป เพื่อจะระบายสีให้กับท้องฟ้าซิ ทำได้ไหม?" ท่านหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะพูดต่อไปว่า "ไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวตน"  โห ยกตัวอย่างเห็นชัด ๆ เลย แค่นี้ยังไม่พอ ท่านยังยกตัวอย่างต่ออีกว่า "ลองเอามีดดาบฟันท้องฟ้าซิ เป็นไรใหม? มันไม่เป็นไรเลย เพราะมันมีแต่ความว่าง" หันมาอีกแล้ว…ครับผม ผมยอมรับว่า ใจกับท้องฟ้า มันเป็นแค่ความว่าง จริง ๆ …ผมยังตั้งใจฟังอาจารย์อยู่ครับ
 
       ท่านเห็นพวกเราเงียบและตั้งใจฟังจึงพูดต่อว่า "เห็นหรือยังว่ามันเป็นแค่ความว่าง ไม่มีตัวตน เราบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วจะให้สงบอย่างที่เราต้องการได้อย่างไร บางทีมันก็สงบ บางทีมันก็ไม่สงบ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นแหละ เรามีหน้าที่ตามดู ระลึกรู้อยู่เท่านั้น" …อีกแล้…ทำไมสอนเหมือนกับพระครูเกษมธรรมทัตเลย ใหนบอกว่า ผมไม่ค่อยได้ศึกษาปริยัติล่ะครับ และที่สำคัญท่านจบประโยคตรงที่ว่า "เห็นใหมล่ะ อนิจจัง น่ะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันไม่ได้ ไม่สงบตลอดเวลาเสียที่ใหน ลองดูให้ดี ว่าอาการมันเป็นอย่างไร อย่าไปดูว่า มันไม่สงบเพราะอะไร แต่จงดูอาการของมัน จะเห็นความไม่สงบนั้น ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และก็ลดลงไป จนบางครั้งเราคิดว่ามันหายไปแล้ว หรือว่า เราสงบแล้ว หรือบางครั้งก็กลับขึ้นมาอีก ทำไมไม่ใช้มันสอนเรื่อง อนิจจังล่ะ" หือ ท่านเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสไปได้ นับถือครับ นับถือ
 
        ทุกคนนั่งเงียบกริบ หลายคนคิดตามและโอปนยิโก แต่บางคนยังต้องการความสงบอยู่ เพราะว่ามีความต้องการอะไรบางอย่างจากความสงบนั้น จึงยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ ท่านจึงพูดต่อไปเรียบ ๆ ตามสไตล์ของท่านว่า "ท้องฟ้านั้นบางครั้งก็แจ่มใส บางครั้งก็มีเมฆหมอกดำทะมึนผ่านเข้ามา  ใจเราเองก็เหมือนกัน บางครั้งก็สงบ บางครั้งก็ไม่สงบ แต่ว่าไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่ใหนที่จะมีเมฆหมอกดำอยู่ตลอดเวลา ตลอดปีตลอดชาติ" ท่านหยุดพูดและกราดสายตามองพวกเรา แล้วท่านก็เอ่ยขึ้นมาว่า"ตอนนี้น่ะเห็นไหมว่า ใจสงบ นี่แหละอย่างนี้ ที่เราเรียกว่า ใจปกติ" หลายคนย้อนกลับเข้ามาดูตัวเอง และร้องอ๋อ…เยี่ยมครับอาจารย์ ทำให้พวกเรา รู้จักคำว่า "สงบ" ได้กับตัวเองจริง ๆ ทำให้ผู้ถามเห็นว่า ตอนที่เราไม่ได้ตั้งใจทำ หรือไม่ได้ทำเพราะความอยากเรากลับได้ความสงบ  และได้ภาษาธรรมะวันละคำว่า "ใจปกติ" หรือที่บางครูบาอาจารย์จะใช้คำว่า "จิตว่าง"
 
       พวกเรายังคงเงียบและมองท่านฤาษีอย่างใจจดใจจ่อว่าท่านจะพูดอะไรต่อไปนะ…
       ท่านเห็นว่าพวกเราเริ่มมีจิตใจสงบ พร้อมที่จะรับธรรมะได้แล้ว ท่านจึงวกเข้าเรื่องธรรมะทันที ท่านจึงสอนว่า "เมฆในท้องฟ้าก็เหมือนกับอารมณ์ทีผ่านเข้ามาในจิตใจเรา ที่จะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรจิรังยั่งยืน" ท่านหยุดนิดหนึ่ง แล้วก็หันมาทางเราอีกแล้ว…แล้วท่านก็พูดต่อว่า "กิเลสที่ปกคลุมใจเราก็เหมือนกับเมฆหมอก ในบางครั้ง เมฆหมอกนั้นได้จางมาก เหลือแต่ละอองบาง ๆ จนเรารู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีเมฆหมอกอยู่แล้ว แต่ละอองบาง ๆ นี่แหละที่จะเป็นเชื้อทำให้เกิดเมฆดำทะมึนขึ้นได้ในภายหลัง กิเลสบาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจเราก็เหมือนกัน บางครั้งมันเบาบางมากจนรู้สึกว่าไม่มี แต่จริง ๆ แล้วยังมีอยู่" เห็นใหมล่ะ ท่านสอนเรื่องอนุสัยกิเลสในใจเรากับละอองเมฆที่บางมากจนเรามองไม่เห็นนั้นว่าเหมือนกัน ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน
 
       และท่านก็สรุปคำตอบสำหรับคำถามนี้ว่า "อย่าไปสนใจหาความสงบมันมากนัก ดูให้ดี ๆ เถอะ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด มันมีเหตุ ปัจจัยของมัน และเป็นอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา" ท่านมองหน้าผู้ถามเหมือนกับจะหาอะไรซักอย่างหนึ่ง แล้วท่านก็พูดต่อไปอีกนิดหนึ่งก่อนจบว่า "ดูดี ๆ มันเกิดที่ใหน มันก็ดับที่นั่นแหละ" เหมือนกับจะบอกผู้ถามว่า ถ้าเห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่สงบ และรู้เท่าทันมัน มันก็จะสงบ (ดับ)เองแหละ….
 
      แต่สิ่งที่เราได้จากคำตอบในครั้งนี้ก็คือ ใจคนเรานั้นจริงแล้วว่างเปล่าไม่มีประมาณ สามารถที่จะรองรับ เมฆหมอก ที่จะพัดผ่านเข้ามาแล้วผ่านเลยไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ความว่างเปล่า (ท้องฟ้า) ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนแต่อย่างใด ท้องฟ้าสามารถรองรับภูเขาได้ทุกลูก ต้นไม้ได้ทุกต้น ไม่มีวันเต็มท้องฟ้า ดังนั้น จึงไม่มีใครทำอะไรท้องฟ้าได้เลย แล้วใจของพวกเราว่างเปล่าเหมือนกับท้องฟ้าหรือยัง???  
 
โฆษณา