ปล่อยเกาะ

       เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้มีโอกาสตะลอนทัวร์อีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นครั้งแรกที่ค้างบนเกาะ (สีชัง – วัดถ้ำยายปริก)
 
       วันเสาร์ตื่นแต่ตีสี่ เพื่อไปหาตุ้ยที่คอนโดฯ เพราะนัดรวมพลกันที่นั่น …
 
       เราไปถึงเกือบตีห้าครึ่งตรงเวลานัด ก็เลยแพคของเข้ารถตุ้ยซึ่งบริษัทเพิ่งจะถอยออกมาให้ เป็น Altis รุ่น Top สุดและล่าสุด
 
       ทุกคนลงความเห็นว่า เจ้ารถคันนี้ต้องพาเราไปกราบหลวงพ่อต่าง ๆ อีกนับครั้งไม่ถ้วนแน่นอน เพราะว่า พอถอยออกมาเท่านั้นก็ประเดิมสองวัดทันทีเลย
 
       เมื่ออาร์ตมาถึง เราจึงเริ่มออกเดินทาง โดยจุดหมายแรกคือ สวนสันติธรรม เพื่อไปกราบพระอาจารย์ปราโมช โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ และก็เข้าแยกซ้ายมือก่อนถึงสวนเสือศรีราชาไม่มากนัก ถนนที่แยกจากทางไปพัทยานี้เป็นหลุมเป็นบ่อมากพอสมควร ตุ้ยต้องขับเหมือนงูเลื้อยอยู่หลายหน บางครั้งก็มึนเพราะไม่รู้ว่าจะหลบไปทางใหนดี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ดี ๆ เก่ง ๆ ก็อย่างนี้เอง ถึงจะลำบากหรือยากแค่ใหนคนก็ยังดั้นด้นไปหาอยู่ดี….
 
       ไปถึงสวนสันติธรรมก็เจ็ดโมงพอดี ซึ่งมีญาติธรรมไปถึงก่อนหน้าพวกเราเพียงกลุ่มเดียว แต่ไม่นานนักก็เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ ซักเจ็ดโมงห้านาที คุณชัยณรงค์ พี่แหม่มและก็ลูกสาวเค้าก็มาถึง ก็เลยทักทายกันพอสมควร …เราเจอกับคู่นี้สองครั้งแล้วโดยที่มิได้นัดหมายแต่อย่างใด…แต่ว่าคนอื่น ๆ ก็หน้าคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลย สงสัยว่าจะเป็นกลุ่มปฏิบัติธรรมกลุ่มเดียวกันแน่ ๆ เลย…เฮ้อ…ญาติธรรมเรามีแค่เนี้ย????….หยิบมือเดียวจริง เมื่อเทียบกับคนที่มีอยู่ในประเทศไทย…
 
       พระอาจารย์ก็เมตตาสอนพวกเราอย่างเมตตา โดยไล่ทีละคน จนเกือบครบ จึงเลิก พวกเราจึงชวนคุณชัยณรงค์และครอบครัวไปวัดถ้ำยายปริกกับพวกเรา ซึ่งคุณชัยณรงค์ก็อยากไปอยู่พอดี พวกเราก็เลยสบายไป เพราะว่า เมื่อจอดรถไว้ที่โรงพยาบาลพญาไท แล้วก็นั่งรถคุณชัยณรงค์ไปท่าเรือได้เลย ไม่ต้องลำบากหารถตุ๊กให้ยุ่งยาก
 
      เมื่อเราไปถึงท่าเรือก็สิบเอ็ดโมงเศษ ๆ ก็จึงตกลงใจกันว่าจะหาอะไรกินกันก่อนแล้วค่อยไปเรือเที่ยวเที่ยงตรง ปรากฏว่า ไม่รู้จะสั่งอะไรดี เนื่องจากกินมาจากสวนสันติธรรมกันจนพุงหลาม และก็ตอนนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเอง ครอบครัวคุณชัยณรงค์สั่งก๋วยเตี๋ยว พวกเราสี่คนเลยสั่งข้าวพัดปู โดยบอกว่าเอาจานกลางก็พอ
 
     พอเด็กยกข้าวพัดมาเสิร์ฟ พวกเราถึงกับตาค้าง ตายหละหว่า ทำไมจานมันใหญ่อย่างนี้???? กินยังไงก็ไม่หมด ก็เลยตัดสินใจว่า ห่อก็แล้วกัน เอาไปฝากหมาที่วัดก็ยังดี….
 
     เมื่อไปถึงวัด ก็พอดีกับที่หลวงตานั่งอยู่หน้ากุฏิ จึงเข้าไปกราบหลวงพ่อ …
 
     ตอนที่ยังอยู่ไกล ๆ หลวงพ่อก็ยังนึกไม่ออก พอเข้าไปใกล้เท่านั้น ๆ หลวงพ่อถึงกับอุทานออกมาว่า "อ๋อ…เพิ่งจะบ่นถึงเมื่อสองสามวันนี้เอง ??"  แม่ชีก็เสริมขึ้นว่า "หลวงพ่อบ่นถึงใคร คนนั้นก็มาทุกที" ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าผมอยากมากราบหลวงพ่อหลายวันแล้ว
 
     เมื่อกราบเรียนหลวงพ่อว่า พวกเราสี่คนจะค้างคืน ส่วนครอบครัวคุณชัยณรงค์จะกลับวันนี้ หลวงพ่อก็บอกให้เรากับอาร์ตพักทีกุฏิวิเวก ส่วนนากับตุ้ยพักที่สันติธรรมกับแม่ชี เมื่อคุยไปได้ซักครู่หนึ่ง หลวงพ่อก็ให้แม่ชีพาคนอื่น ๆ ไปหาที่พักแล้วพาชมวัด ส่วนเราให้นั่งรออยู่ที่นี่แหละ ทุกคนรวมทั้งเราก็งง ๆ เอ…ทำไมหลวงพ่อให้คนอื่นไป แต่เราให้รออยู่ที่นี่????
 
      พอทุกคนไปกันหมดแล้ว หลวงพ่อจึงบอกกะเราว่า พอดีหนังสือเล่มใหม่จะมาถึง เดี๋ยวให้เราไปช่วยยกหน่อย…ก็จึงถึงบางอ้อว่าหลวงพ่อให้อยู่ทำไม
 
      ไม่นานนัก หลวงพ่อก็ให้แม่ชีเอารถของวัดไปรับหนังสือพร้อมกับรถของโยมอีกคันรวมเป็นสองคัน เมื่อไปถึงท่าเรือเห็นห่อหนังสือบนหัวเรือ จึงเข้าใจว่า ทำไมหลวงพ่อจึงให้เรามาช่วยยก ก็ดีเหมือนกันจะได้ทำบุญเอาเหงื่อออกอีกซักที
 
      ใช้เวลาขนเอาขึ้นจากเรือนานพอสมควรเพราะหนังสือตั้ง 9,000 เล่ม และเมื่อมาถึงวัดก็ถึงมาขนเข้าที่เก็บอีก ก็เลยเสียเหงื่อไปมากพอดูแต่ก็แลกกับปิติที่ได้มาก็เกินคุ้ม…
 
      พอเกือบห้าโมงเย็น อาร์ตก็มาหาพร้อมกับชุดขาวและก็ชวนกันไปกุฏิเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวทำวัตรเย็น
 
      ที่วัดจะทำวัตรเย็นตอนห้าโมงสี่สิบห้า โดยเป็นแบบสวดมนต์แปล เมื่อสวดมนต์เสร็จ ก็จะแยกย้ายกันไปเดินจงกรม แล้วกลับมานั่งสมาธิ จนถึงสองทุ่มจึงกรวดน้ำ เป็นอันเสร็จการทำวัตรเย็น แต่เราไม่ได้ไปเดิน เพราะเข้าไปช่วยพระท่านใส่ปกหนังสือแทน
 
       หลวงพี่ท่านได้แวะมาบอกว่า วันนี้หลวงพี่พีระพลไม่ว่างมาให้ธรรมะแก่เราสองคน ก็จึงให้เราไปรอกลุ่มของนาและตุ้ย เพื่อฟังธรรมะจากแม่ชีพร้อม ๆ กันเลย
 
       เกือบสามทุ่มแม่ชีกับนาและตุ้ยจึงมาที่ลานธรรม เราจึงได้รู้ว่าเค้าไปเดินจงกรมกันมาแล้ว เมื่อเรามาสมทบแม่ชีจึงได้ถ่ายทอดคำสอนของหลวงตาให้แก่กลุ่มพวกเรา
 
      เราสังเกตดู มีอาร์ตเท่านั้น ที่สนใจในคำสอนของหลวงตาและรู้สึกว่าจะรับได้ ส่วนนาก็เฉย ๆ ในขณะที่ตุ้ยออกอาการปฏิเสธนิด ๆ
 
      จริง ๆ แล้วหลวงตาก็สอนดูปรมัตถ์ตรง ๆ เหมือนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่าน แต่คำพูดอาจจะไม่เหมือนกัน หลวงพ่อใช้คำพื้น ๆ เช่น แทนที่จะบอกให้ฝึกดูไปเรื่อย ๆ จนเห็นกฏไตรลักษณ์ หลวงพ่อก็จะใช้คำว่า ให้ดูเกิดดับ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเกิดดับ ทั้งสิ้น คนที่ฟังหลวงพ่อใหม่ ๆ หรือไม่มากนักอาจจะไม่เข้าใจและพาลคิดว่าหลวงพ่อสอนอะไร
 
      หลวงพ่อสอนให้เราปล่อยวาง เพราะทุกอย่างเป็นสมมติโดยหลวงพ่อยกตัวอย่างให้ดู โดยท่านกำของไว้ในมือ เมื่อปล่อยมือของก็ร่วงลงสู่พื้น ซึ่งหลวงพ่อจะสอนว่า "นี่ เห็นใหม พอปล่อยปุ๊บ มันก็หลุดปั๊บ" มือเราก็ว่างเปล่า ดังนั้น ให้พวกเราปล่อยวางเสีย จะได้ไม่ทุกข์ไปกับสมมติเขา…
 
      ก่อนเลิกคืนนั้น แม่ชีพาพวกเราทั้งกลุ่มได้เดินจงกรมต่อ โดยเดินไปที่มืด ๆ และก็ผ่านหินที่ขรุขระและแหลมคม เพื่อที่จะได้มีสติ ไม่ฟุ้งไปใหน ก็เป็นอุบายอีกอย่างหนึ่งในการฝึกสติ จากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ แต่สงสัยว่านากับตุ้ยจะรับไม่ได้ เพราะว่า เค้าไม่เคยลำบากมาก่อนนั่นเอง…
 
       พอกลับไปนอน…โห ทำไม ร้อนยังงี้หละ…เหงื่อไหลจนเหนียวตัวเลย…เอ้า..ภาวนาไปก็แล้วกัน นอนไม่หลับก็ดี จะได้มีเวลาภาวนามากขึ้น เคยอยู่แต่ห้องแอร์ก็งี้แหละ หัดลำบากเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน….
 
      พอตีสามสี่สิบห้าก็ตื่นเพราะนาฬิกาปลุกเนื่องจากจะต้องไปทำวัตรตอนตีสี่สิบห้า พอทำวัตรเสร็จ หลวงพี่ก็บอกว่า ไปนั่งสมาธิที่หน้าถ้ำก่อนก็ได้นะ แล้วเดี๋ยวตีห้าครึ่งเตรียมไปบิณฑบาตรด้วยกัน เราก็เลยได้โอกาสเพราะรอมานานแล้วที่จะมานั่งสมาธิที่หน้าถ้ำนี้
 
     ปรากฏว่า สงบดีมากจนกระทั่งพระเคาะระฆังเตรียมตัวบิณฑบาตร เราจึงออกจากสมาธิ…และไปเป็นเด็กวัดอีกครั้งหนึ่ง…แหม ชีวิตเรากับเด็กวัดนี่ช่างพูกพันกันดีจริง ๆ ค้างที่วัดใหน ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นเด็กวัด เดินตามพระทุกที….
 
       เดี๋ยวคราวหน้าค่อยมาเล่าใหม่นะ ว่าบิณฑบาตรที่นี่สนุกยังไง….
    
โฆษณา