ผาซ่อนแก้ว…ครั้งที่ 2

           และแล้วก็ได้ฤกษ์ไปผาซ่อนแก้วอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ไปมาครั้งแรกตอนงานวางศิลาฤกษ์เจดีย์ เมื่อวันวิสาขะบูชาที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นเวลากว่า ๖ เดือนแล้วซินะ คราวนี้อากาศคงจะหนาว จึงได้เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไปพอสมควร

            วันแรก (๑ ธ.ค. ) ออกเดินทางจาก กท. ตอน ๑๐.๔๕ น. ขึ้นทางด่วนอุดรรัถยา ไปจนสุดทางด่วนแล้วจึงเลี้ยวเข้ามิตรภาพ ตอนที่มาถึงวังน้อยนั้น หลวงพี่เทียนก็โทรเข้ามาพอดี ว่าจะให้ update เวปของวัด ก็เลยเรียนท่านไปว่า กำลังจะไปผาซ่อนแก้ว คงจะกลับมาประมาณวันที่ ๔ โน้น จึงจะทำให้ได้ ลืมนึกถึงกันย์ กับ การณ์ ไปถนัดใจเลย มานึกได้อีกทีก็ตอนที่การณ์โทรมาถาม password ก็เลยสบายใจว่า มีคนทำแล้ว จึงขับรถต่อไปด้วยความสบายใจ

           ขับไปเรื่อย ๆ ในขณะที่จิตนั้นไปถึงผาซ่อนแก้วเรียบร้อยแล้ว แต่รถเพิ่งจะถึงสระบุรีเอง เราจึงใช้ทางเลี่ยงเมืองสระบุรี เพราะว่าไม่อยากไปติดอยู่ในเมือง แต่พอมาถึงทางแยกพุแค ก็ขับไปทางลพบุรีเฉยเลย อ้าว! หลงได้ไงเนี่ย????

           จึงต้องยูเทิร์นกลับมาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑ ก็คิดว่าจะไปกินข้าวเที่ยงที่วิเชียรบุรี ก็ไก่ย่างขึ้นชื่อของที่นี่เค้าไงล่ะ แต่ว่าสงสัยจะไม่ไหวมั้ง เที่ยงกว่าแล้วเพิ่งจะมาถึงพุแคเอง หาไรกินก่อนดีก่า

          พอเลยพุแคมาไม่มากนัก เห็นร้านข้างทางมีรถจอดอยู่หน้าร้านเต็มเลย เอาหละร้านนี้แล้วกัน ก็เลยแวะทานร้านนี้ ซึ่งก็ไม่เลว…มีอาหารตามสั่งและก็ก๋วยเตี๋ยว รสชาดใช้ได้ …ก็ดีเหมือนกัน จะได้มีทางเลือกเพิ่มมาอีกแห่งหนึ่ง 

          ช่วงนี้เราขับรถไม่เร็วมาก เพราะยังรู้สึกกลัวมอเตอร์ไซค์จากอุบัติเหตุ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๒๑ พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ไปถึงผาซ่อนแก้วก็ตอนสี่โมงเย็นกว่า ๆ แล้ว ไม่พบหลวงพ่ออำนาจ พบแต่พระอาจารย์ยงยุทธ จึงเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ทราบดีแล้วว่าเราจะมา เพราะตุ้ยโทรบอก..

          ตุ้ยมาถึงเอาตอนเกือบทุ่มหนึ่ง จึงพากันไปกราบพระอาจารย์ทองสุก และหลวงตาอินทร์ ที่ศาลาทรงไทย  ได้รับธรรมะมากมายแต่ว่า ที่สะดุดใจ คือ "การปฏิบัติกลายเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นเรื่องง่าย ๆ" และท่านยังแนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อมนตรี ที่ป่าละอู แล้วเลยไปพักกับท่านที่ทับสะแก ก็นัดกับตุ้ยไว้ว่า ในราว ๆ คริสต์มาสคงจะได้ไปพอดี อีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อกล้วยก็จะพาสร้างพระที่บ้านหินกรูดในวันที่ ๒๔ ธ.ค. นั้นด้วยพอดีเลย ก็คิดว่าราว ๆ ๒๒ ธ.ค. นี้ก็คงจะได้ออกธุดงค์เอ๊ยเดินทางทัวร์ธรรมอีกครั้งหนึ่ง…..

        วันที่สอง ตื่นแต่เช้าเพื่อมาสวดมนต์ทำวัตร แล้วเราก็ไปเป็นเด็กวัดบิณฑบาตรกับหลวงพ่อ ส่วนนากับตุ้ยก็ไปทำครัว กลับมาจากบิณฑบาตรแล้วก็ชวนกันไปทำความสะอาดโต๊ะหมู่และเปลี่ยนดอกไม้ และเช็ดถูศาลา

          พอตอนบ่ายจึงพากันไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิ สนทนาธรรมกับหลวงพ่อในบรรยากาศสบาย วิวรอบ ๆ ตัวที่สวยงามมาก เราก็ถามหลวงพ่อเรื่องเราติดเพ่งจะแก้ไงดี ไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์มา ก็แนะนำว่า ให้เลิกปฏิบัติ ล้มกระดานเลย แต่เราก็ยังไม่ยอมล้มกระดานอีก หลวงพ่อจึงบอกว่า "ก็เพราะกลัวหลง จึงหลงปฏิบัติอยู่เนี่ยแหละ ธรรมะน่ะ ทำมะได้หรอก" ใช้ศัพท์วัยรุ่นเลยนะเนี่ย      

              เมื่อเห็นว่าเรายังไม่ยอมง่าย ๆ หลวงพ่อจึงบอกว่า "คนที่ขี่จักรยานเป็นแล้วน่ะ ต่อให้เลิกขี่จักรยานไปอีกนานแค่ใหนก็ยังขี่เป็นอยู่ดี" เราก็เลยร้อง "เอ้อ…จริงซีนะ" จึงยอมที่จะล้มกระดาน และก็จะเลิกปฏิบัติเสียที และก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อสุรศักดิ์ว่า "ให้ทำแบบไม่ทำน่ะ" เพิ่งจะเข้าใจและก็ยอมรับเดี๋ยวนี้เอง…คนปัญญาน้อยนี่เข้าใจยากอย่างนี้เอง….และท่านยังแนะนำให้ใจเย็น ๆ ทำไป(ดูจิต)เรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ได้เอง . นอกจากนี้ยังได้รับธรรมอีกหลายอย่าง เช่น

  • การปฏิบัติธรรมคือ การเข้าไปประจักษ์ในความเป็นจริงของรูปนาม ว่า มันก็แค่ขันธ์ 5 ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา และตกอยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
  • ถ้ามีเราในใจเมื่อใดก็จัญไรเมื่อนั้น ถ้าทำเอาเมื่อใดก็บรรลัยเมื่อนั้น เหมือนกับที่หลวงพ่อประสิทธิ์สอนว่า ให้ทำทิ้ง อย่าเอา แล้วจะได้ ทำเอาจะไม่ได้"
  • สถานที่ปฏิบัติธรรม คือ กายใจของเราเอง เหมือนหลวงพ่อกล้วยที่สอนว่า ทำกายให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นพระ" เดี๋ยวนี้จึงไม่ดิ้นรนไปวัดบ่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็คงยังไปอยู่ เหมือนไปสนามไดร์กอฟล์หละ…
  • หมั่นฝึกสติ (ระลึกรู้) และสัมปชัญญะ (รู้สึกตัว) ไว้ให้มาก ๆ เพราะธรรมสองอย่างนี้ เป็นธรรมมีอุปการะมาก นึกถึงหนังสือนวโกวาท ทันทีเลยเรา ต้องกลับไปอ่านใหม่เสียแล้ว…

       ไม่นานนัก ต้อมก็พาคณะที่มาจากบ้านอารีย์มากราบหลวงพ่อ เราเลยถอยมานั่งฟังอยู่ข้างหลังจนเย็น หลวงพ่อจึงให้ทุกคนไปอาบน้ำ ทานข้าว พักผ่อนตามอัธยาศัย แล้วทุ่มหนึ่งค่อยมาสวดมนต์ ทำวัตรเย็น และสนทนาธรรมกัน…

        หลวงพ่อต้องการใช้ห้องที่เราพักเมื่อคืนนี้ให้คนอื่นพัก และถามเราว่าอยากจะพักแบบใหน เอาแบบวิกฤติ อุกฤต หรือว่าสบาย ๆ สะสมแต้มไปเรื่อย ๆ  เราก็ตอบว่าแบบใหนก็ได้แล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควร ที่ตอบอย่างนั้นเพราะไม่อยากเป็นภาระให้หลวงพ่อ แต่ตุ้ยรีบชิงตอบว่า เรานอนได้ทุกที่เพราะไปฝึกเดินในป่าช้าที่วัดหลวงพ่อกล้วยมาแล้ว หลวงพ่อจึงให้เราย้ายไปอยู่กุฏิ ๑ นอนรวมกับคุณหมอและก็คุณลุงอีกท่านหนึ่งที่มากับคณะบ้านอารีย์…เพิ่งมารู้จากดวงก็วันรุ่งขึ้นนั้นเอง ว่าทำไมหลวงพ่อจึงให้มานอนที่กุฏินี้…

        เฮ้อ…เขียนมาซะยาวเหยียด เพิ่งจะได้ครึ่งเดียวเอง…วันหลังค่อยมาเขียนต่อแล้วกัน…

โฆษณา

One thought on “ผาซ่อนแก้ว…ครั้งที่ 2

  1. อนุโมทนาค่ะ
     
    เนอะพี่ บางทีก็รู้สึกตัวเองดิ้นรนหาธรรมะ เข้าสิบวัด ออกสิบวา
    แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดอยู่ที่ "ใจ" จริงๆ
    ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องไปไกล
    ฝึกกะตัวที่ใจนี่แหละ ธรรมะที่แท้จริง
     
    รอติดตามตอนต่อไปนะคะว่า
    ทำไมหลวงพ่อให้มาพักที่กุฎนี้?

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s