ถึงเวลาหรือยัง???

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ตื่นแต่เช้า
เพราะว่าอยากจะไปกราบพระอาจารย์ปราโมทย์ก่อนไปทำงานที่ราชมงคล บางพระ
ซึ่งเดี๋ยวนี้การตื่นแต่เช้าไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
กลับรู้สึกดีเสียอีก เพราะว่า ตอนเช้าอากาศสดชื่น เงียบสงบ
และมีเวลาปฏิบัติเพิ่มขึ้นอีกโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
 
วันนี้มาถึงสวนสันติธรรมก็เจ็ดโมงกว่า ๆ
แต่ว่าหลวงพ่อยังไม่ลง ก็เลยนั่งดูลมไปเรื่อย ๆ
และก็คิดว่า จะส่งการบ้านหลวงพ่อว่าอย่างไร?
ก็ลำดับเหตุการณ์จากครั้งที่แล้วที่เคยมา
แล้วหลวงพ่อให้อยู่กับพุทโธหรือฟังซีดีของหลวงพ่อก็ได้
 
ก็ได้ทำตาม คือ ทำทั้งสองอย่างเลย ขึ้นอยู่กับว่า
โอกาสจะอำนวยให้กับการทำอย่างไร
 
เมื่อลองสำรวจดูเพื่อที่จะส่งการบ้าน ก็พบว่า
เมื่อภาวนา พุทโธ ก็ยังมักจะเผลอไปเพ่งลม จนรู้สึกเคร่งตึงนิด ๆ
พอรู้สึกตัว ก็จะหยุด แล้วก็จะกลายเป็นเผลอไป
พอรู้สึกตัวว่าเผลอ ก็จะเริ่มไปทางเผ่งอีกทันที
เป็นอย่างนี้สลับกันไปมาอยู่ตลอดเวลา
 
ส่วนการฟังซีดีนั้น ก็ดี ไม่มีปัญหาเรื่องเพ่ง
แต่ว่า ไม่แน่ใจว่าฟังไปคิดไป หรือว่าฟังไปแล้วก็หันกลับมาดูตัวเองเป็นระยะ ๆ หรือไม่กันแน่?
ตัวเราคิดว่า เราฟังไป โอปนยิโก ไป…
ก็เห็นความสงสัย…แต่ว่ายังไม่ถามหรอก เอาไว้ดูดีกว่า…
 
ก็เลยสรุปว่า คงจะส่งการบ้านหลวงพ่อ อย่างนี้แหละ ก็จึงนั่งดูลมต่อไปเรื่อย ๆ
จนหลวงพ่อมา แล้วก็เริ่มสอน
เราก็นั่งฟังไป มองหลวงพ่อไป และฟังคนอื่นส่งการบ้านไปพลาง ๆ
วันนี้รู้สึกว่าหลวงพ่อมองมาที่เราบ่อยมาก เราสบตาหลวงพ่อบ่อยครั้งจนต้องหลบตามองพื้นอยู่บ่อย ๆ
และก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า วันนี้หลวงพ่อต้องการจะเมตตาสอนอะไรเราหนอ???
 
วันนี้ถึงมาสายจึงต้องนั่งอยู่แถวที่สี่ แต่ว่าได้เลขติดบัตร เป็นเลข  7
อ๊ะ ๆ ไม่ได้ใบ้หวยให้ใครนะ แต่ว่าถ้าใครถูกก็แบ่งกันบ้างเด้อ….
 
ระหว่างที่ฟังคนอื่นส่งการบ้าน ก็เห็นตัวเอง เพ่งลมอยู่ จนรู้สึกเริ่มตึง ๆ ขึ้นมา
คราวนี้นั่งมองดูเฉย ๆ ว่าเพ่งอยู่…
จนกระทั่งมาถึงผู้หญิงคนหนึ่งส่งการบ้าน
ซึ่งเธอมีปัญหาเรื่องเพ่งจนตึงเหมือนกัน
 

หลวงพ่อได้บอกให้เธอว่า "ลองมองดูพระพุทธรูปซิ"
เราเงยหน้ามองไปยังพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานด้วย
แล้วหลวงพ่อก็ถามเธอว่า "เห็นจิตที่ส่งออกไปใหม?"
เธอก็ตอบว่า "เห็นเจ้าค่ะ"
ในขณะที่เราก็เห็นจิตของเราที่ส่งออกไปเช่นกัน!
หลวงพ่อถามเธอต่อทันทีว่า "เห็นตัวเองดึงกลับใหม?"
เธอก็ตอบว่าเห็น ซึ่งเราก็เห็นตัวเองดึงกลับทันทีเช่นกัน
หลวงพ่อจึงสอนว่า "นี่แหละที่ทำให้เคร่งตึง
เพราะว่ามัวแต่ขังจิตเอาไว้ ดังนั้น แทนที่จะให้ใจเป็นวิหารธรรม ก็กลายเป็นคุกไป…"
     เราถึงกับอุทานในใจว่า "โธ่ ช่างโง่เขลาจริงนะเรา หลงขังจิตตัวเองไว้ตั้งนาน"
     หลวงพ่อก็สอนต่อว่า "ปล่อยไปเลย ไม่ต้องดึงกลับมา แค่รู้ว่า ขณะนี้จิตกำลังส่งออกอยู่แค่นั้นก็พอแล้ว"
     เราก็แอบทำตาม ก็เห็นได้ถึงความโล่ง โปร่งสบาย
ก็เลยคิดว่า เดี๋ยวจะส่งการบ้านหลวงพ่อว่า เราเห็นแล้ว หลงติดคุกอยู่ตั้งนาน ตอนนี้ ปล่อยใจออกจากคุกแล้ว…
 
หลวงพ่อก็ให้ส่งการบ้านอีกสองสามคนก็ถึงเวลาพิจารณาอาหาร
เราก็จึงไปเข้าแถว เพื่อรอยกถาดอาหารไปยังโรงทาน
 
ระหว่างที่ยก ก็ดูอาหารไป ก็เห็นจิต ที่ชอบ เฉย ๆ ไม่ชอบ อาหารต่าง ๆ ที่ยกออกไปเรื่อย ๆ
เมื่อยกเสร็จ ก็จึงไปเข้าแถวตักอาหาร
ระหว่างที่เข้าแถวอยู่นั้น ก็มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ยกมือไหว้
เราก็รับไหว้ ทั้ง ๆ ที่ก็นึกไม่ออกว่าเคยพบกับเธอที่ใหน
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก
เพราะจิตมัวแต่ดูตัวเอง อย่างเบา ๆ สบาย ๆ อยู่
 
ระหว่างนี้ ก็ลองมองออกไปไกล ๆ โดยไม่โฟกัสที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ
เห็นจิตที่ส่งออกนอกไป และก็ไม่ได้ดึงกลับแต่อย่างใด
แต่เราก็ยังรู้สึกตัวได้อย่างดี เห็นอิริยาบถต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง
เห็นอาการคบเขี้ยว กลืนอาหาร เห็นรสอาหาร เห็นจิตที่ไม่ยินดียินร้ายกับรสอาหารนั้น
รู้สึกถึงอากาศที่เย็นสบาย ความรู้สึกที่โล่งโปร่ง
 
แล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เอ๊ะ เรารู้สึกตัวเองนี่นา เราไม่ได้กำลังมองดูตัวเองหรือจิต
เรากำลังส่งจิตออกไปข้างนอกโน้น และก็ไม่ดึงกลับมา
แต่ว่า ความรู้สึกตัวนั้น มันเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องจงใจดู หรือตั้งใจปฏิบัติ
รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบายมาก…
เห็นความสุขที่โชยขึ้นมาได้ทันที…สุขจริง ๆ
 
ก็ดูอยู่อย่างนั้นเฉย ๆ แค่ตามดูไปเรื่อย ๆ 
ไม่นานนัก ก็รำพึงขึ้นมากับตัวเองว่า
"หลวงพ่อครับ ผมเข้าใจแล้วว่าต้องปฏิบัติอย่างไร
การปฏิบัติก็เพียงแค่นี้เอง คือ ไม่ต้องทำอะไร
แค่รู้สึกตัวเท่าที่รู้ได้ รู้แค่ใหนเอาแค่นั้น
ไม่ต้องจงใจดู ไม่ต้องทำอะไรเมื่อเห็น
ปล่อยไปเรื่อย ๆ และก็เข้าใจแล้วว่า
ที่หลวงพ่อเคยตอบโยมที่ถามว่า เค้าปฏิบัติถูกใหม
แล้วหลวงพ่อตอบว่า ผิด เพราะยังปฏิบัติอยู่
ตอนนี้ผมเข้าใจ คำตอบนี้ของหลวงพ่อแล้วครับ"
 
เป็นอยู่อย่างนั้นซักพักหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ก็กำลังกินข้าวไปเรื่อย ๆ
มองออกไปไกลๆ โดยที่ไม่โฟกัสที่จุดใดเลย
และก็ส่งจิตออกอย่างเดียว ไม่ดึงกลับอีกเลย
 
แต่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่า
"จริงหรือที่เราเห็นนี่ หรือว่าเป็นเพราะเราคิดไปเอง?"
 
เอาหละซี เห็นความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว
ถามหลวงพ่อดีใหมหว่า????
เอ…หลวงพ่อสอนว่า สงสัยก็เก็บเอาไว้ดู
อย่าเอาแต่ถาม ๆๆๆๆๆ ลูกเดียว
ก็ได้ เอ้า เก็บเอาไว้ดูการเกิดดับของมัน
แต่แล้วกิเลสมันก็เริ่มทำงานของมันทันที
มันรีบบอกว่า "ให้ถามซะ จะได้ไม่เสียเวลาปฏิบัติ เพราะเดินหลงทางมาตั้งนานแล้ว"
ก็เลยเกิดอาการโต้เถียงกันขึ้นภายในว่า จะถามดีไม่ถามดี?????
 
จนกระทั่งกลับเข้ามาฟังหลวงพ่อสอนต่อหลังกินข้าวเสร็จแล้ว
รอจนกระทั่งมาถึงคิวเราส่งการบ้าน
ก็จึงกราบเรียนหลวงพ่อว่า
"เมื่อเช้าตอนที่หลวงพ่อบอกให้ดูพระพุทธรูปนั้นก็ทำตาม
ก็เห็นจิตส่งออกไปและก็ดึงกลับทันที
เมื่อหลวงพ่อสอนว่า เราทำผิดคือทำให้วิหารธรรมกลายเป็นคุกไป
ก็จึงดูใหม่และไม่ดึงจิตกลับเหมือนครั้งแรก
ก็ทำให้รู้สึกโล่งทันที
ตอนไปกินข้าว จึงลองมองไปไกล ๆ และไม่โฟกัสที่ใหนเป็นพิเศษ
ก็เห็นเลยว่า ปลอดโปร่งโล่งสบาย เห็นความสุขที่โชยมาได้อย่างชัดเจน
จึงเข้าใจคำตอบที่หลวงพ่อเคยตอบโยมว่า ทำผิดเพราะยังปฏิบัติอยู่
แล้วก็เห็นความสงสัยเกิดขึ้นว่า ที่เห็นนั้นจริงหรือว่าคิดไปเอง
และก็เกิดการโต้แย้งขึ้นภายในว่า ควรจะถามดีหรือไม่
เพราะหลวงพ่อเคยสอนว่า ให้เก็บไว้ดู
แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้กิเลส จึงต้องถามหลวงพ่อนี่แหละครับ
หลวงพ่อก็ตอบว่า "ที่เห็นนั้นถูกต้อง ปฏิบัติได้ดีแล้ว
และก็ดีแล้วที่ถาม"…ก็เห็นใจพองขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็ดับลงทันที
หลวงพ่อสอนต่อว่า "เห็นไหมว่า ไม่ได้หลุดไปอยู่กับความว่างเหมือนเมื่อกี้"
เราสังเกตก็เห็นว่า จริง ๆ ด้วย เมื่อกี้นี้จิตส่งออกหมดเลย ไปอยู่กับว่าง ๆ ข้างนอก
ตอนนี้กลับมารู้สึกตัวและก็ยังติดประคองอยู่นิด ๆ
 
คราวนี้เห็นความสุขว่ามากกว่าเมื่อกี้นี้อีก
เพราะว่ารู้สึกตัวว่าปฏิบัติได้ถูกต้องเสียที…
ก็จึงถามหลวงพ่อว่า "งั้นการปฏิบัติก็มีเพียงแค่นี้หรือ
ให้ตามดูตามรู้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องไปทำอะไรก่อนรู้ ขณะที่รู้ และหลังรู้?"
หลวงพ่อก็บอกว่า "ใช่แล้ว ก็เท่านี้แหละ"
 
จึงเป็นวันหนึ่งที่เรา รู้สึกมีความสุขมาก โดยที่ไม่ต้องมีอามิสใด ๆ
เห็นศรัทธาที่เริ่มมีมากขึ้น วิริยะ ก็มากตามไปด้วย
 
หลวงพ่อบอกว่า "ก็คงอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง"
เราก็จึงคิดว่า งั้นก็ต้องมากราบหลวงพ่อบ่อย ๆ เสียแล้วซี?
นอกจากนี้ หลวงพ่อยังบอกว่า ฆราวาสปฏิบัติเยาะ ๆ แยะ ๆ
สู้พระไม่ได้….ความคิดเรื่องบวชจึงกลับมามากขึ้นอีกทันที
หรือว่าถึงเวลาที่เราจะต้องหักดิบเสียที?????
 
โฆษณา

3 thoughts on “ถึงเวลาหรือยัง???

  1. อนุโมทนาด้วยค่ะพี่
    ได้ธรรมะดีๆ มาบอกเล่ากันอีกเช่นเคยนะคะ
     
    จะปฏิบัติตามได้มากน้อยแค่ไหนยังไม่รู้
    คงต้องไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่ออีกสักคนล่ะกระมัง

  2. อารมณ์จิตนี่แน่แท้แล้ว
     
    อนุโมทนาแด่ท่านด้วยครับ 
     
    รักษาจิตให้ได้  ทางธรรมไม่ไกลแน่แล้วแท้จริงๆ
     
     
    ผมก็ยังเป็นผู้ปฏิบัติเหมือนกันครับ   ผู้เริ่มผู้ พึงละ อยาก ยึด โง่ได้แล้ว
     
    จากการปฏิบัติของผม
    จิตของการกำมือแน่น จิตของการคล่อยๆคลายมือ  จิตของการแบมือ ต่างกันเช่นไร
    สอบจิตนี้ได้แท้แล้วไซร้  อารมณ์ใจเช่นนั้นเอง
     
    ยินดีที่ได้เห็น พระพุทธ จากใจท่านครับ
     
    บุญรักษา

  3. เป็นกำลังใจให้คุณภพกฤตครับ
     
    และยินดีเป็นเพื่อนร่วมเดินทางสู่จุดหมายเดียวกัน…
     
    อ้อ…นู๋กันย์ด้วย…ไปด้วยกันหลาย ๆ คนหนุกดี…

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s