ออกเดินทาง

และแล้ววันเดินทางก็มาถึงเสียที  24 ก.พ. 2550 หลังจากรอมาเป็นเวลาแรมปี
ด้วยใจจดจ่อ และก็ภาวนาอยู่เสมอว่า ขออย่าให้มีมารมาผจญเลย…
 
เราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีสาม ตื่นขึ้นมาทำภาระกิจส่วนตัวเสร็จ
ก็ออกจากบ้านราวตีสามครึ่ง ยังเงียบอยู่เลย…เฮ้อ กรุงเทพก็มีเวลาหลับเหมือนกันหรือนี่?????
 
ไปถึงสุวรรณภูมิเอาตีสี่เศษ ๆ
ก็เจอ อ.วรภัทร์ และทีมปูนฯ ไปกันเพียบแล้ว
อ. เรียกให้ไปรับเงิน…ไม่ใช่ค่าอะไรหรอก แต่เป็นเงินรูปีที่ฝากแม่ศรีแลกให้น่ะ
ก็แค่เอาไว้ติดตัวนิดหน่อย เผื่อว่าอยากซื้ออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้สะดวก
ความจริงเค้าก็มีข้าวให้กินสามมื้อพร้อมที่พักและรถรับส่ง
อีกอย่างหนึ่งก็ไม่คิดจะซื้ออะไรติดมือกลับมาอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ต้องมีเงินติดตัวก็คงได้
แต่ไปถึงโน่นถึงได้รู้ความจริงว่า เงินไทยเราได้รับความนิยมมากกว่ารูปีเสียอีก
โดยเฉพาะที่พุทธคยา ยินดีต้อนรับเงินไทย อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่น่าเกลียดนัก
คือบาทละรูปี ก็ดีง่ายดี ไม่ต้องคิดมาก
และเงินอีกสกุลหนึ่งที่เหมาะสำหรับพกติดตัวก็คือ US ดอลลาร์ เพราะว่าหาที่แลกได้ง่าย
 
 
หลังจากนั้น ก็นั่งรอเวลาเช็คอิน
เนื่องจากตัวแทนทัวร์ยังไม่มา ก็เลยทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งคุยกันไปพลาง ๆ
เราไม่รู้จักใครเลย นอกจาก อ.วรภัทร ป้าใบ และก็น้ำ
แต่ไม่เป็นไร…ทีมดูจิตเสียอย่าง เราไม่กลัวอยู่แล้ว
คบพวกดุจิต ก็จะไม่ค่อยมีอะไรมากนัก เพราะว่าเค้าดูจิตอยู่เสมอ
และก็คอยกำจัดกิเลสอยู่เองแล้ว
 
ไม่นานนัก หลวงพ่อดวงก็มาถึง พร้อมกับผู้ช่วย
จึงเริ่มแจก Tag และพาสปอร์ต เพื่อเตรียมเช็คอิน
 
ระหว่างที่รอเช็คอิน เราก็เอาที่หุ้มรองเท้าออกมาแจก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหิ้วเอง
อีกอย่างหนึ่งถ้าถึงโน่นแล้ว เค้าคิดว่าเราเอาไปขายก็โดนภาษีอื้อเลย
อานิสงค์ของการเอาไปแจก ก็เห็นผลทันตาเลย
คือได้รับไมตรีจิตจากเพื่อนร่วมทางทุกท่านเป็นอย่างดี
ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็เหมือนกับว่า เคยรู้จักกันมาแล้วเป็นอย่างดี
หรือนี่จะเป็นเรื่องบังเอิญอีกครั้งหนี่ง???
 
แต่เรื่องที่บังเอิญก็เกิดขึ้นจนได้ นั่นคือได้พบ อ.ศิริพงษ์ และคณะจากวัดเทพศิรินทร์
ไปจาริกแสวงบุญที่อินเดียเหมือนกัน
ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยเจอ อ.ศิริพงษ์มาเป็นปี ๆ แล้ว
แต่พอไปอินเดีย ก็มาเจอกันจนได้…แปลกไหมล่?
 
เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินเข้าไปข้างในเพื่อรอขึ้นเครื่อง
และก็อยากจะสำรวจดูซักครั้งหนึ่ง เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เรามาขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ
ก็อยากรุ้ว่า มันเป็นอย่างกับที่ออกข่าวหรือไม่???
ก็เดินดูทั้งร้านค้า มองออกไปข้างนอกยัง Taxi way และ Run way
เอ๊ะ! มันก็ไม่ได้เลวร้ายจนแก้ไขไม่ได้ซักหน่อย
แล้วทำไม…ด้วย??? ก็ได้แต่เก็บคำถามไว้ภายใน
วันหนึ่ง ความจริงก็คงปรากฏเองแหละ …ตอนนี้ก็อย่าไปจิตเกิดกับเค้า
เดี๋ยวจะต้องมาดู มารู้มาเห็นกับเค้าอีก…
 
พอ 07.30 น. เครื่องก็ขึ้น เรานั่งติดกับ อ. สมพล และ ฝน (สุโสภิต)
ทั้งสองคนนี้ เราก็ไม่รู้จักมาก่อน แต่ว่า พอได้คุยกันแล้ว
ก็เหมือนกับรู้จักกันมานานมากกกกกก แล้ว
 
สภาพอากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใส และที่คาดไม่ถึงก็คือ
อาหารบนเครื่องบิน… เราว่าดีกว่าการบินไทยเสียอีก
ความจริงก็สั่งมาจากครัวการบินไทยนั่นแหละ
แต่ว่าเค้าคงระบุรายการอาหาร จึงไม่เหมือนกับที่เสริฟบนเครื่องการบินไทย
ที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อก่อนถ้าขึ้นเครื่องแล้วต้องนั่งติดกับแขก
เราจะได้กลิ่นเครื่องเทศคละคลุ้งชนิดที่ว่าน้ำหอมก็ยังแพ้เลย
แต่ว่าเครื่องที่เราไปนี้ ไม่ได้กลิ่นอย่างกะที่เคยเลย.???
 
เครื่องไปลงที่สนามบินพุทธคยา ตอน เก้าโมงของเวลาท้องถิ่น
ยังไม่มีงวงให้เครื่องจอดเที่ยบ
เราต้องลงไปเดินจากเครื่องมายังอาคารสนามบิน
ก็คงจะอะไร ประมาณว่า สนามบินในต่างจังหวัดของเรา ที่ยังไม่เป็นสนามบินนานาชาตินั่นแหละ
อาคารก็กำลังปรับปรุงต่อเติม
คนที่เคยมา บอกว่า …นี่ ดีกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ เราก็เลยได้แต่ร้องว่าเหรอ????
 
กว่าจะผ่านตรวจคนเข้าเมืองได้ ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
เพราะว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง มีคนเดียว
จึงต้องรอคิว และคณะอื่นที่เค้ารู้จักวิธีการ ก็ได้ไปก่อน
คณะเรา ทำตามระเบียบเป๊ะเลย ก็เลยช้าหน่อย
 
เมื่อผ่าน ตม. มาได้ ก็มารอกระเป๋า กว่าจะออกมาก็รอนานพอสมควร
กระเป๋าเราโดนช๊อกก์ขีด…ก็จึงลบ ๆ ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิด
เพราะว่า ก่อนไป ได้ไปอ่านที่คนเค้าเคยไป บอกว่า ถ้ามีช๊อกค์ขีด จะโดนเปิด
เราขี้เกียจ pack ใหม่ ก็เลยลบ ๆ ๆ ซ๊ะงั้นแหละ
และก็ไม่โดนเปิดจริง ๆ ด้วย
ความจริงที่หนักน่ะ เพราะเราเอาผ้าไตรใส่ไปตั้งสามไตรน่ะ ก็เลยหนัก
เค้าเห็นกระเป๋าหนัก ก็คงคิดว่า แบกของไปขายกระมัง???
 
 
เมื่อผ่านมาได้เรียบร้อยแล้ว ก็จึงขึ้นรถ ซึ่งทางคณะจัดรถบัสขนาดกลางไว้สองคัน
เราอยุ่กลุ่มแรก เลยนั่งคันที่หนึ่ง
พากันตรงไปต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อไปถึง หลวงพ่อดวงก็พาสวดมนต์ นั่งสมาธิ
แล้วกลับไปเช็คอินที่โรงแรม Lotus Nikko เพื่อทานข้าวเที่ยงและพักผ่อนตามอัธยาศัย
 
จนบ่ายสองจึงออกจากโรงแรมเพื่อไปต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้มีเวลาเหลือเฝือ…จึงสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทอดผ้าไตรที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
เราได้ไปช่วยอ.สมพล ทอดผ้า เพราะของเราไม่ได้เอาลงมา
 
จนบ่ายแก่ ๆ จึงนั่งรถไปยังหมู่บ้านนางวิสาขา ซึ่งสภาพก็เหมือนกันหมู่บ้านในชนบททั่ว ๆ ไป
ชาวบ้านยังใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่าย
เราสังเกตดู เค้าไม่ค่อยคิดมากอย่างกับพวกเราเลย???
หรือว่าพวกเราต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่คิดว่าดี
จึงคิดมากจนเคยชิน และเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว??
 
ระหว่างทางก็ต้องข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งกว้างมากแต่แห้งขอด…
ในสมัยพุทธกาลเอง ก็คงเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
ไม่เช่นนั้น พระพุทธองค์คงไม่สามารถเดินข้ามน้ำจากหม่บ้านของนางวิสาขา ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก
ไปยังฝั่งตะวันตก คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ หรอก
จึงไม่น่าแปลกเลยที่วันนี้แม่น้ำเนรัญชราจะแห้งขอดไปตามกาลเวลา
 
เมื่อเดินชมจนทั่วแล้วเราก็กลับมาขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังวัด…ไทย…..เพื่อทอดผ้าป่า
โดยระหว่างทางก็ผ่านวัดญี่ปุ่น ซึ่งสร้างพระองค์ใหญ่สังเกตเห็นได้ชัด
แล้วเราก็ทอดผ้าป่ากัน
เสร็จแล้วจึงกลับมาที่โรงแรม ทานข้าวเย็น
พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่หลายคนกลับไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อถ่ายรูป เดินจงกรม และช๊อปปิ้งระหว่างทาง….
 
โฆษณา

One thought on “ออกเดินทาง

  1. อนุโมทนาค่ะพี่ต่อเพิ่งมีเวลาหายใจได้คล่องคอพอเข้ามาอ่าน
    อ่านแล้ว ใจที่แห้งเหี่ยว ก็รู้สึกชุ่มฉ่ำขึ้นมาทันทีเหมือนได้ไปร่วมทัวร์ยังไงยังงั้นเลยค่ะ
     
    รอติดตามตอนต่อไปนะคะ(รู้สึกจะทิ้งช่วงนานไปหน่อยไหมคะเดี๋ยวสัญญาจางหายหมดไม่รู้ด้วยนะ อิๆ)

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s