เจนีวา…ในวันนี้

เผลอแป๊บเดียวเอง…เดือนกว่าแล้วที่ไม่ได้มาบันทึกอะไรไว้เลย
เผลอแป๊บเดียวเอง…ก็หกปีแล้ว ที่เราได้ไปสวิสฯมา

ทำให้นึกถึงคำสอนของหลวงตาที่คอยเตือนเราให้ขยันปฏิบัติ
ด้วยคำว่า "วันคืนล่วงไป ไหลไป…บัดนี้เราทำอะไรอยู่?"….

หลาย ๆ คนสงสัยว่า ทำไมเราจำเหตุการณ์ การไปครั้งนั้นได้อย่างดี
ทั้ง ๆ ที่ มันผ่านมาตั้งหกปีแล้ว????

ก็จะจำไม่ได้ได้อย่างไร ในเมื่อการไปครั้งนั้น…
เป็นการจากพ่ออย่างไม่มีวันได้กลับมาพบพ่ออีกเลย!!!

ก่อนออกเดินทางครั้งนั้น อาการป่วยของพ่อก็ไม่ค่อยดีนัก
และก่อนเดินทางครั้งนั้นเพียงอาทิตย์เดียว เราก็ฝันว่าพ่อมาหา
และบอกกับเราว่า "พ่อรอไม่ไหวแล้วนะ พ่อไปก่อนหละ"

พอตื่นขึ้นมา เราก็ไม่อยากไป…และเล่าให้พี่น้องฟัง
แต่พี่สาวก็บอกว่า ไม่มีอะไรหรอก ไปเถอะ งานสำคัญกว่า…
เราก็จึงไป…แต่เพียงแค่ถึง เจนีวา เท่านั้น…
น้องก็โทรตามให้มาดูใจพ่อ…เราก็พยายามหาเครื่องกลับ
แต่ อนิจจา…ไม่มีเครื่องเลย…จนเราไม่มีโอกาสได้เจอพ่ออีกเลย…
เรากลับมาเกือบไม่ทันสวดด้วยซ้ำไป
เราจึงจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้อย่างดี…แม้เวลาจะผ่านมาแล้วถึงหกปี…

ครั้งนั้น เราไปปลายเดือนสิงหาคมปี 2001…อากาศเย็นมาก (สำหรับเรา)
ก็มีหิมะให้ดู ให้เล่น…ตื่นตาตื่นใจ ตามประสาคนเมืองร้อน ที่ไม่เคยมีหิมะตกให้เห็นเลย

ช่วงนั้นอาจจะเป็นฤดูหนาว จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยออกไปใหนกัน
แต่ครั้งนี้ เราไปช่วงหน้าร้้อน…(ดูรูปแล้วจะรู้ว่ามันฮ้อนหลายขนาดใหน ฮ่ะ ฮ่า)

แต่ว่าอุณหภูมิ ก็ประมาณยี่สิบองศาเศษ ๆ …ซึ่งเราชอบมาก
คนออกมาจากบ้าน…มาตากอากาศกันเพียบ
แต่งตัวเหมือนกับไปเที่ยวชายหาด…แหะ แหะ เห็นกิเลสชัดเลยเรา…
และที่สำคัญกลางวัน นานกว่ากลางคืนเยอะเลย
ตีห้าครึ่ง พระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว
กว่าจะตกก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า…
ถ้าหากเค้าทำงานกันเหมือนกับเกษตรกรบ้านเรา
ที่ไม่ดูนาฬิกา แต่ดูพระอาทิตย์เป็นหลัก
ก็คงได้งานเยอะน่าดู
แต่เค้ากลับทำตามเวลาทำงาน
คือ แปดโมงครึ่งถึงห้าโมงเย็น
หลังจากนั้น ก็แวะพับดื่มซ๊ะหน่อย
แล้วค่อยไปกินข้าว…เข้านอน

ร้านอาหารก็ปิดเร็ว
ห้างนั้นไม่ต้องพูดถึง…ไม่เกินทุ่มก็ปิดหมดแล้ว
เราไม่ใช่นักช๊อป…ก็เลยไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไรนัก…

มีสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของเจนีวาในวันนี้ก็คือ
มีคนต่างชาติเยอะกว่าคราวก่อนนี้อย่างเห็นได้ชัด
พนักงานโรงแรมก็เป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่
พนักงานต้อนรับก็เหมือนกัน…
เราไปตามร้านต่าง ๆ แล้วลองสังเกตดู จะเห็นต่างชาติเกือบทั้งนั้น
ขนาดเดินผ่านสวนสาธารณะ ยังเห็นคนไทยเลี้ยงเด็กซึ่งน่าจะเป็นลูกเจ้านายชาวต่างชาติเลย
เราถึงขนาดพูดเล่นกับเพื่อนเมื่อกลับถึงเมืองไทยเลยว่า
"ไปคราวนี้ ใจแตกเลย ทำไมถึงเห็นคนสวิสสวยก็ไม่รู้????"

ฮ่ะ ฮ่า ก็แค่พูดเล่นเท่านั้นเอง…
ซึ่งความจริงแล้ว ตอนนั้นเห็นความคิดและการปรุงแต่งได้ดี
จนนึกถึงคำสอนของหลวงปู่ว่า "มันก็แค่จินตนาการแค่นั้นเอง"
พอเรานึกถึงคำนี้ได้ การปรุงแต่งมันก็หยุดทันที แล้วก็ไปคิดอย่างอื่นแทน

ตอนนี้มันคอยเห็นความคิดที่เลื่อนไหลไปตลอดเวลา
และก็เห็นการหลงคิดอยู่บ่อยมาก…
ช่วงก่อนหน้านี้ก็เคยหงุดหงิดมากกับมันว่า "ทำไมเดี๋ยวนี้ตูคิดมากนักวะ?"
แต่พระอาจารย์อำนาจก็บอกว่า "ความจริงเมื่อก่อนนี้ก็คิดมากเหมือนกัน
หรืออาจจะมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป แต่ว่ามัวแต่หลงคิด ไม่มีสติ เลยไม่รู้ตัว
ว่าหลงคิดอยู่ เดี๋ยวนี้พอมีสติบ้าง ก็เลยเห็นว่าหลงคิด และคิดบ่อย"
ก็เลยปล่อยมันไป…

มาคราวนี้เราสังเกตพฤติกรรมของคนที่ได้พบที่นี่ โดยที่ไม่สนใจว่าเค้าเป็นคนชาติใด ผิวสีไร
คิดเพียงว่า เค้าก็คน ต้องกิน ถ่าย หลับ นอน เหมือนกัน
และก็พบความจริงว่า เค้าก็มีกิเลส เหมือนกับเรา
สุข ทุกข์ เหมือนกันกับเรา แม้ว่า จะเรียก สุข ทุกข์ ไม่เหมือนกัน
แต่ความรู้สึิกข้างในนั้น มันเหมือนกัน…
เราแอบอ่านความรู้สึกของเค้าจากการกระทำและก็ดวงตา
อ่านความคิดของเค้าจากคำพูด…และทำให้เห็นสัจจะธรรมที่ว่า
"ไม่ว่าจะชนชาติใดก็เกลียดทุกข์ รักสุข และยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ทั้งนั้น"
ความเห็นแก่ตัวมีกันทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป
และก็เห็นการยึดมั่นถือมั่นในหัวโขนที่สวมอยู่…
แล้วแสดงบทบาทโลดแล่นไปตามหัวโขนนั้นโดยไม่รู้ตัวเลย
เค้าเคยตามตัวเองบ้างใหมหนอว่า "เกิดมาทำไม??? จะอยู่ไปเพื่ออะไร???"

เดี๋ยวนี้ เวลาพบคนในที่บางแห่ง…เราก็มักจะมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจเสมอว่า
"คุณรู้ตัวใหมว่า คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร??"
แต่ยังไม่กล้าถามเค้าเหล่านั้นซักที
เอาไว้วันหลังคงจะถาม…เพราะว่า เราอาจจะได้คำตอบที่ดี ๆ ที่คิดไม่ถึงก็ได้…..

การไปเจนีวา คราวนี้จึงให้ผลดีทั้งในด้านงาน และเรื่องส่วนตัว
จนอาจจะทำให้ลืมยากอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้……