ธรรมบริกร

ครั้งแรกที่ตุ้ยชวนให้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุทรายทองนั้น

ก็รู้สึกเฉย ๆ แม้ว่าตุ้ยจะโฆษณาถึงเรื่องความสะดวกสบายของที่พัก
และอาหารการกิน…รวมทั้งความสัปปายะในเรื่องอากาศและการเดินทาง…
 
เราปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไปครั้งแล้วครั้งเล่า
จนมาได้ยินถึงประวัติของวัดพระธาตุทรายทอง…
ก็จึงคิดว่า…ซักวันหนึ่ง "ฉันจะต้องไปให้ได้!"
 
และแล้วโอกาสที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อตุ้ยเป็นวิทยากรและเจ้าภาพเบ็ดเสร็จ
ในหลักสูตรของพระอาจารย์อำนาจ โอภาโส แห่งผาซ่อนแก้ว เขาค้อ เพชรบูรณ์…

 เราจึงขับรถขึ้นไปช่วยเป็นธรรมบริกร…
 ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า จะได้มีโอกาสใช้หนี้คืนห้องกรรมฐานอีกครั้งหนึ่งแล้ว
 และก็จะเป็นโอกาสให้เราได้ดูแลพระอาจารย์ด้วย
 เนื่องจากตุ้ยเป็นผู้หญิง จะทำไม่สดวกเหมือนกับเรา
 
 พอวันที่ 10 ส.ค. ก็จึงมุ่งหน้าออกจาก กท. ในตอนสาย ๆ
 แต่ว่าแวะทีวัดมเหยงคณ์ ก่อน เพื่อไปกราบพระอาจารย์…
 ในเมื่อไง ก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว และจะได้เอาช็อกโกแล๊ต ของโปรดเราไปถวายท่านด้วย
 ดังนั้นกว่าจะได้ออกจากวัดก็เกือบสิบเอ็ดโมงเช้า
 
เราขับรถด้วยความเร็วพอสมควร เพราะว่าจะต้องไปให้ถึงลำพูนในราวสี่โมงเย็น
และระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะโทรหาแม่
เพื่อบอกว่าเราจะไปใหน…ทำอะไร…เพื่อที่แม่จะได้มีโอกาสอนุโมทนากับเรา
และแม่ก็มักจะรู้สึกปลื้มใจและเป็นสุขจนน้ำตาคลอทุกครั้ง
ที่เราบอกว่าจะไปเข้ากรรมฐาน หรือว่าจะไปเป็นธรรมบริกร เพื่อเอาบุญให้แม่…
 
แต่ว่า เอาเข้าจริงกลับไปถึงเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น…
ใช้เวลาทำธุระไม่นานนัก ก็เสร็จ จึงโทร.หาตุ้ย
ตุ้ยจึงให้ขับรถเลยไปรับพระอาจารย์ที่เชียงใหม่
ก็ดีเหมือนกัน…จะได้ให้พระอาจารย์นั่งรถเสียที
หาโอกาสอย่างนี้ยากอยู่แล้ว…
ไปคราวนี้จะได้ไปทั้งสองนครเลย คือ นครพิงค์ และ นครหริภุญชัย เลย
 
เครื่องบินล่าช้าพอสมควร…
เราจึงมีโอกาสได้เดินรอบ ๆ อาคารสนามบิน
ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งที่เรามาครั้งสุดท้ายนั่นมากทีเดียว
 
เมื่อพระอาจารย์ออกมาเราจึงเข้าไปกราบท่าน
และเรียนท่านว่า เรามารับ
ท่านจึงส่งย่ามให้เรา…ชวนเราคุยหลายคำอยู่… 
ทำให้เราเป็นปลื้มซะไม่มีหละ
เพราะปกติ…พระอาจารย์ จะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด
ซึ่งเราก็มาได้คำตอบ หลังจากนั้นสองสามวัน
ว่า ที่พระอาจารย์ไม่ค่อยพูดนั้น
เนื่องจากว่า ท่านเห็นว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก
เวลาที่จะพูดเรื่องที่เป็นสาระ นั้นก็น้อยอยู่แล้ว
ท่านจึงไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ…
 
เมื่อมาถึงวัด…หลวงพ่อวิรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสได้มารอต้อนรับพระอาจารย์อยู่แล้ว
เมื่อท่านได้ทักทายปราศรัยกันแล้ว ก็จึงได้พาไปยังกุฎิที่พัก
เราได้พักกุฏิที่อยู่ใกล้กับพระอาจารย์ เพราะว่า ตุ้ยบอกว่าจะได้ดูแลพระอาจารย์ได้สะดวก
ซึ่งเราสังเกตุแล้วเป็นกุฏิที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ตอนเช้าขึ้นมาดูป้ายหน้ากุฏิถึงได้รู้ว่าเราพักอยู่ในกุฏิพระนั่นเอง
  
เนื่องจากว่า เราไม่ได้ถามรายละเอียดจากตุ้ยไว้ก่อน
และก็เห็นว่าตุ้ยทำคนเดียว…ก็เลยคิดว่าคงมีคนมาเข้าคอร์สไม่มากนัก
แต่พอตอนเช้าเห็นเค้าปูอาสนะไว้มากมาย ซัดเจ็ดแปดสิบเห็นจะได้
โห…จะมีคนเยอะขนาดนี้เหรอ???
 

แต่เราก็มัวแต่เตรียมอุปกรณ์ สำหรับการบรรยายของพระอาจารย์
และก็คอยดูแลเรื่องการบันทึกเสียงการบรรยาย
พอมีเวลาว่างมองออกไป…โอ๊ะโห…คนเยอะจริง ๆ ด้วย
 
ทุกคนดูหน้าตาอิ่มเอิบ และอัธยาศัยดี ตามแบบฉบับคนเหนือ
เรารู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองเสมอ…แม้ว่าจะไม่ได้พูดกันเลยก็ตาม
ช่วงแรก ๆ เราก็ยังหวั่น ๆ อยู่ว่า เค้าจะปฏิบัติจริงจังไม๊น๊อ
ถ้าไม่ตั้งใจละก้อ…พระอาจารย์คงเหนื่อยฟรี และไม่คิดจะมาอีกแน่นอน
 
แต่พอวันแรกผ่านไป…เรารู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
ผู้ปฏิบัติเข้าห้องก่อนเวลาเสมอด้วยความพร้อมเพรียง…และก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ
ทำให้พระอาจารย์ลืมเหน็ดเหนื่อย ลืมเรื่องสุขภาพที่ไม่ดีของท่านไปทันที
เรานั่งฟังจากมอนิเตอร์อยู่…รู้ได้เลยว่า บางครั้งสุขภาพของหลวงพ่อแย่มากกกกก
 
ครั้งหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อมานั่งรออยู่ด้านหลังเวทีกับเรา
เราจึงถามหลวงพ่อว่า บางครั้งสุขภาพป่วยของหลวงพ่อแย่มากเลยใช่ใหมครับ?
ท่านก็รับว่าใช่และบอกว่าเรารู้ได้ยังไง…เราจึงบอกว่า นั่งดูกราฟเสียงที่หลวงพ่อบรรยาย
ถึงได้รู้ว่า หลวงพ่อนั้นบางครั้งหายใจไม่ออก…
 
จากการตั้งใจปฏิบัติของผู้เข้ากรรมฐาน…
ทำให้หลวงพ่อเมตตาและให้โอกาสแก่เค้าเหล่านั้นมาก
เราไม่ค่อยเห็นว่าหลวงพ่อจะใจดีอย่างนี้มาก่อน
ยิ่งวันเวลาผ่านไป…หลวงพ่อก็ยิ่งบรรยายนานขึ้น นานขึ้น
เหมือนกับว่า จะให้โอกาส แก่คนที่มาเข้าคอร์ส ให้มากที่สุดเท่าที่หลวงพ่อจะให้ได้
ยิ่งพูดนานขึ้น หลวงพ่อก็จะยิ่งพูดเร็วขึ้น
และก็จะหายไม่ทันหรือบางครั้งหายใจไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป!
 
และแล้วช่วงนาทีสุดท้ายก็มาถึง…
พอหลวงพ่อตอบคำถามเสร็จ…ตุ้ยก็ไปส่งหลวงพ่อ
ส่วนเราก็รีบเก็บสัมภาระและออกเดินทางกลับกรุงเทพฯเหมือนกัน
 
ก่อนออกเดินทาง พ่อทองจิต พี่ลำดวน
(เอ๊ะทำไม ไม่เรียกแม่ลำดวน ตามพ่อทองจิตนะ)
มาส่งเราที่รถพร้อมกับให้ลำใยมาหนึ่งลังใหญ่ ๆ
และก็บอกเราว่า "ธ.ค. นี้ คุณต่อต้องมาช่วยกันอีกนะ
และก็ปีหน้าด้วย เพราะหลวงพ่อรับนิมนต์แล้ว"
อ้าว…งั้นก็แสดงว่า หลวงพ่อพอใจกับการดำเนินการในครั้งนี้น่ะซี!!!
 
เราออกจากวัดมาด้วยหัวใจทีพองโตคับอก
ด้วยความปีติและปราโมทย์…
จากการที่ได้มีโอกาสดูแลหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด
ได้มีโอกาสเป็นธรรมบริกร…ให้แก่ห้องกรรมฐานอีกครั้งหนึ่ง
เพราะชีวิตนี้เราเป็นหนี้ห้องกรรมฐานอย่างที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะใช้หมด
นอกจากนี้เรายังได้บันทึกคำสอนของหลวงพ่อ
ที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่เราเคยฟังหลวงพ่อบรรยายมา
ดังนั้นเราจึงได้แต่บอกตัวเองว่า "เราน่าจะกลับมาที่นี่อีก!!!"
เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้อื่นบ้าง….
 
 
 
 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s