ผู้ชายชอบ…เข้าถ้ำ…

ตั้งแต่ได้พบกับฤาษีกะลาเมื่อวันวิสาขบูชาปีก่อนโน้น
ก็ปีเดียวกับวันวางศิลาฤกษ์พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ผ่าซ่อนแก้วนั้นแหละ
เราก็มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับถ้าที่มองเห็นจากวัดได้นั้น
อยากมาตลอด…นานมากกก… จนหายอยาก
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ส.ค. ) ก็ได้ขึ้นสมอยากเสียที
 
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมามีโอกาสไปผาซ่อนแก้วอีกครั้งหนึ่ง
ก็ด้วยความที่อยากไปเยี่ยมอาการของพระอาจารย์ยงยุทธ
ตุ้ยก็อยากให้ช่วยพูดกับพระอาจารย์ให้พักผ่อนบ้าง
เพราะว่าจริง ๆ แล้วอาการของพระอาจารย์นั้นหนักมากทีเดียว
แต่ว่า ท่านไม่ยอมบอกใคร จะมีก็แต่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้
เราจึงอยากไปกราบท่านในฐานะที่เราก็เคยเป็นโรคนี้มาก่อน
จึงรู้ถึงอาการของมัน…และเวทนาที่เกิดจากมันได้อย่างดี
วันศุกร์ตอนเย็นจึงออกจาก กท. โดยเราไปแวะรับตุ้ยที่ดอนเมือง
กว่าจะออกจากดอนเมืองได้ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม
ดังนั้นก็จึงขับด้วยความเร็วพอสมควร
มาถึงเพชรบูรณ์เอาห้าทุ่มเศษ ๆ …น้ำมันเจ้ากรรมดันมาเกือบหมดเสียอีก
จะขึ้นวัดเลยคงไม่รอดแน่…ก็คงต้องเข้าตัวเมืองเพชรบูรณ์
ไปเสี่ยงดวงเอา…ถ้าไม่มีปั๊มเปิดเลย ก็คงต้องนอนเพชรบูรณ์แล้วพรุ่งนี้ค่อยขึ้นไป
แต่โชคยังดี…มีปั๊ม Esso ยังเปิดอยู่ จึงเติมน้ำมันจนเต็มแล้วก็ขึ้นเขาเลย
ไปถึงวัดเอาก็เที่ยงคืนนิด ๆ (ตามสไตล์ตุ้ย…น้องนีเขาบอก ฮาาา)

ปรากฏว่าลมแรงมากกกก…อากาศเย็นยะเยือกเลย
เราจึงรีบเก็บข้าวของและอาบน้ำอุ่น(อีกตามเคย) ก่อนเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย
 
เช้าตื่นไม่ทันไปบิณฑบาตรก็เลยไปกวาดเช็ดถูศาลาแทน
พระอาจารย์ยงยุทธกลับจากบิณฑบาตรก็แวะมาทักทายเรา
แล้วก็พูดติดตลกว่า "เราคงไม่ได้พบกันนานมากนะเนี่ย
น้ำหนักถึงได้เพิ่มขนาดนี้" ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า…….
แล้วอวยพรให้เรา….ชาตินี้เลย…เราก็รีบรับทันที…
แต่พอเราถามอาการ ท่านก็รีบตอบทันทีว่าดีขึ้นมากแล้ว
กินยาต้มไปสามหม้อแล้ว ดีขึ้นมากเลย…
เราเลยไม่กล้าอ้อนวอนให้ท่านพักผ่อนบ้าง
ความจริงเราก็รู้แล้วหละว่าท่านไม่สนใจใยดีกับสังขารเพราะอะไร
ถ้าเป็นหลวงปู่เราก็จะพูดตรง ๆ ว่า อยากให้ถนอมขันธ์ไว้เพื่อพวกเรานาน ๆ
เพราะพวกเรายังพึ่งตัวเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่
ไว้ให้สนิทกว่านี้ก่อน…คงจะพูดสักวันหรอกน่า!
 
วันเสาร์นี้คณะของอาจารย์จินดามาด้วย เพราะว่าพรุ่งนี้จะทอดผ้าป่ากัน
พระอาจารย์อำนาจ จึงให้โอกาส แก่ทีมนี้เป็นพิเศษ อีกครั้งหนึ่ง
จึงได้รับการบรรยายธรรมที่นานและละเอียดลึกซึ้งพอสมควร
จนกัลยาณมิตรของเราท่านหนึ่งถึงกับเอ่ยปากว่า
"หลวงพ่อสอนได้ละเอียดดี"…เราก็ได้แต่ดีใจที่เค้าเข้าใจที่หลวงพ่อสอน
และก็บอกว่า เดี๋ยวจะส่งซีดี ที่เราบันทึกการบรรยายของหลวงพ่อที่วัดพระธาตุทรายทองไปให้
 
ตอนบ่ายหลังจากที่พระอาจารย์อำนาจสอนเสร็จ ก็มาถึงเวลาที่เรารอคอยมาปีกว่าแล้ว
คือ พระอาจารย์ยงยุทธจะพาเดินเขาขึ้นไปยังถ้ำ
เค้านัดกันตอนบ่ายสาม…พอใกล้ ๆ เวลา เราก็จึงไปเตรียมตัว
เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย…เพราะว่า บนนั้นจะไปส้วม สะเปะสะปะไม่ได้
แล้วก็ไม่ลืมที่จะเตรียมน้ำไปด้วยซักขวดหนึ่ง
 
พอทุกอย่างพร้อม ทุกคนก็ออกเดินทางไปกันหมดแล้ว
อ้าว…แล้วตัวฉันจะไปยังไงล่ะเนี่ย…
ได้แต่เห็นถ้ำอยู่ลิบ ๆ แต่ไม่รู้สักหน่อยว่าไปทางใหน…
เอาหละวะ…เสี่ยงดวงเอาก็แล้วกัน…ถ้าวันนี้มันจะได้ขึ้นถ้ำก็ไปถูกเองหละหวา
 
มันน่าจะไปทางเรือนไทยเนี่ยแหละ…ก็จึงมุ่งหน้าไปทางนั้น
พอผ่านเรือนไทยมา ก็เห็นกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง เดินนำอยู่ลิบ ๆ ข้างหน้า
ก็จึงรีบจ้ำให้ทัน…ที่จริงน่าจะเรียกว่ากึ่งวิ่งกึ่งเดินน่าจะถูก
ก็ด้วยความอยากไปนั่นเอง…
กว่าจะทันพี่แกได้ ก็หอบแห่ก ๆ เป็นหมาหอบแดดเลยเรา
ก็มันเพ่งจะบ่ายสองสี่สิบห้าเองนี่…แดดเปรี้ยง ๆ อย่างนี้
ผมก็สั้นเต่อ…หมวกก็บ่มี
พอมาทันแกก็ถามว่าเค้าไปทางใหนกันครับพี่?
แกก็ตอบไม่ถูก…ก็จึงได้ถามชาวบ้านว่า เห็นพวกขึ้นถ้าไปทางใหน?
เค้าก็ชี้ให้ไปทางหนึ่ง…เราก็รีบจ้ำขึ้นไปทันที
ขึ้นเนินเสียด้วย….แต่ได้ซักพักหนึ่ง…ชาวบ้านคนนั้นก็ตะโกนเรียกให้กลับมา
และก็บอกให้ไปอีกทาง…และถามเราสองคนว่า เคยไปหรือเปล่า?
เราก็บอกว่าไม่เคยไป…เค้าก็รำพึงด้วยความเป็นห่วงว่า แล้วจะไปถูกหรือ??
 
เอาหละซี…ได้สัญญามาเติมเข้าไปอีกว่า "แล้วจะไปถูกหรือ?"
ยิ่งทำให้จิตเกิดใหญ่เลย…เอาหละวะ…เราเดินหน้าก็แล้วกัน
ไงซ๊ะ เราเห็นหลังกล่มแรกไว ๆ…พี่เค้าก็เห็นเราไว ๆ คงไม่หลงแล้วหละ…
 
แล้วสัญชาติญาณของการเดินป่าก็ถูกนำออกมาใช้ทันที
กลุ่มที่ไปก่อนเรานั้นมีสิบกว่าคน…ดังนั้น ต้องมีรอยเท้าบนพื้นดินแน่นอน
ดังนั้น พอถึงที่เฉะแฉะ ก็จึงสังเกตได้ไม่ยากนัก…
แต่แล้วก็มาถึงทางแยกหนึ่ง…ที่เป็นป่าหญ้า ใหญ่พอสมควร
เอจะไปทางใหนดีล่ะเรา…ซ้ายหรือขวา?
จะดูรอยเท้าก็ไม่มี…จะดูรอยกิ่งไม้ก็ไม่มี…
ก็เหลือวิธีสุดท้ายแล้วเรา…ก็เดาเอาไง
 
ไปทางซ้าย มันเป็นทางไปสู่ที่ราบ ดังนั้น ก็น่าจะเป็นทางของชาวบ้าน
ทางขวา…มันเลียบภูเขา…มันน่าจะเป็นทางนี้
แล้วเดี๋ยวก็คงต้องไต่ไปตามไหล่เขา..ที่หลวงปู่สอนว่า
มันเป็นทางช้างเดิน…หรือด่านช้างนั่นเอง…
หลังจากที่ระทึกใจอยู่นานพอสมควร…
ป่าเริ่มทึบขึ้นและก็เริ่มเป็นการเดินตามไหล่เขา
เราก็ได้พบกับกลุ่มที่มาก่อนเราพักเหนื่อยอยู่ข้างหน้านั่นเอง
 
เราจึงเดินเข้าไปสมทบด้วยอาการหมาหอบแดด…
หายใจเหมือนคนเป็นหอบหืด…เห็นลมหายใจชัด โดยที่ไม่ต้องตั้งใจดูเลย
 
พักกันพอหายเหนื่อย…พระอาจารย์ยงยุทธก็จึงได้ชักชวนให้ออกเดินทางต่อ
ทางช่วงนี้เริ่มขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามไหล่เขา
บางช่วงป่าก็ทึบมากจนมากไม่เห็นท้องฟ้า
บางช่วงก็เป็นป่าโปร่ง มองเห็นวิวทิวทัศน์ ที่สวยงามของวัด
และอำเภอหล่มเก่าได้อย่างดี
ยิ่งใกล้ถ้ำทางก็ยีงสูงชันขึ้นเรื่อย ๆ
และก็ลื่นบ้างในบางช่วง เพราะว่าเมื่อคืนนี้ฝนตกหนักนั่นเอง
 
ระหว่างทาง เราก็ผ่านน้ำตกเป็นระยะ ๆ
บางแห่งก็น้ำมากและแรง…บางแห่งก็มีน้ำไม่มากนัก
บางแห่งก็เดินลอดใต้หน้าผาที่มีน้ำตกไหลผ่านเป็นม่านดูแปลกตาและสวยไปอีกแบบ
ทำให้คณะของพวกเรารู้สึกผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนือยไปมากทีเดียว
 
และแล้วก็มาถึงถ้ำจนได้…แต่ว่าพวกเราต้องไต่บันไดลิง (แต่เป็นเหล็ก)
หลายขึ้น และก็สูงพอที่จะทำให้เราขาสั่นได้เลยทีเดียว
เมื่อขึ้นมาถึงถ้ำ…ก็สามารถมองออกไปเห็นวัดได้ชัดเจน
มองเจดีย์ที่หล่มเก่าอยู่ลิบ ๆ
 
นั่งพัก นั่งสนทนาธรรม รวมทั้งปนด้วยเรื่องไร้สาระพอสมควร
จึงได้เริ่มออกเดินทางกลับ เพราะกลัวว่าจะมืดกลางทาง
และกลัวว่าฝนจะตกด้วย
 
ขากลับนี่ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเดินลงซึ่งน่าจะสบายกว่าขาขึ้น
แต่ว่าเมื่อมีการเดินย่ำไปแล้วเป็นสิบ ๆ รอยเท้า
จึงทำทางเดินลื่นขึ้นมาทันที
เราลื่นไถลแต่ไม่ถึงวัดพื้นสองสามครั้งทีเดียว
 
กว่าจะลงมาถึงวัดได้ก็เกือบทุ่มหนึ่งพอดี
คุณยาย(คุณแม่ของพระอาจารย์อำนาจ) จึงบอกให้รีบไปอาบน้ำ
จะได้ไปทันทำวัตรเย็น…
 
พอทำวัตรเสร็จ…พระอาจารย์อำนาจก็นำปฏิบัติ…
เราทำตามที่พระอาจารย์บอกได้สักสองสามประโยคได้
สิ่งแรกที่พระอาจารย์บอกให้ทำ คือ ให้รู้สึกที่ก้นกระทบพื้น
เราก็ทำตามแต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ไปรู้ก้นกระทบพื้นได้แวบเดียว
แล้วก็กลับมารู้สึกอยู่ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา
ความสงสัยเกิดขึ้นทันที…
มันเป็นอย่างนี้ใช่ใหมครับหลวงพ่อ
เพราะว่าก้นกระทบพื้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
พอส่งจิตไปรับรู้ก้นกระทบพื้นแล้วมันก็มารู้ลมทันที
และเนื่องจากลมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
จิตเราจึงรับรู้ลมที่เข้าออก โดยไม่ไปรับรู้ที่ก้นกระทบพื้นอีกเลย
จนกว่าเราจะส่งจิตไป…มันจึงไป แต่ว่าก็แวบเดียว
เราจึงนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อเรื่องหยดน้ำแตะมหาสมุทรขึ้นมาได้ทันที
ว่า หยดน้ำเมื่อแตะพื้นผิวมหาสมุทรแล้วก็กลมกลื่น จางหายไปเป็นน้ำเดียวกับน้ำในมหาสมุทรทันที
ก็เหมือนกับการที่เราไปรู้สึกก้นกระทบพื้นแล้วก็จางหายไป ไปรู้สึกอย่างอื่น กลายเป็นความรู้สึกอันหนึ่งอันเดียวกันไป
และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการรู้ที่จุดใดจุดหนึ่งหรือเฉพาะที่ใดที่หนึ่งแต่อย่างใด
 
ต่อมาหลวงพ่อก็บอกให้รุ้สึกถึงมือทีสัมผัสกันอยู่…
ก็อีกเช่นเดิม คือ รู้สึกมือสัมผัสกันแป๊บหนึ่งก็กลับมาทีลมหายใจอีกตลอดเวลา
 
หลังจากนั้น หลวงพ่อก็ให้มาดูที่ลม…และก็สังเกตแถว ๆ หว่างคิ้ว
เราก็เห็นเป็นก้อนเล็ก ๆ เบา ๆ….หั่นแน่…เพ่งอยุ่หละซี
พอรู้ตัวว่าตั้งใจดูตามที่หลวงพ่อพาดู..มันก็ผ่อนคลายออก
แต่แล้วหลังจากเราไม่รุ้สึกตัวอีกเลย…
โอ้…อนิจจา ตกภวังค์ ง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ?
มารู้สึกตัวอีกที..ก็เห็นว่าตัวเองสัปหงก
และได้ยินเสียงพระอาจารย์กำลังจะนำแผ่เมตตา
จึงรู้ตัวว่า…เราหลับไปนานเลยทีเดียว
ร่างกายเราเพลียจากการขึ้นเขาถึงขนาดนี้เชียวหรือ???
เอา…ไม่เป็นไร คราวหน้าดูอีกก็ได้
ถ้าร่างกายเราไม่เพลียนี่ …เราไม่ตกภวังค์เด็ดขาด แน่นอนเลย
แต่ก็ดีเหมือนกัน…ได้พักผ่อนเสียหน่อย เพราะเมื่อคืนนอนหลับไม่สนิท
ตอนนี้ก็เต็มร้อย…พรุ่งนี้ขับรถกลับสบายแน่นอน…
 
 
 
 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s