มองต่างมุม

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานั้น…ใช้เวลาทั้งหมดไปกับอาเหลียง
แม้ว่าจะมีกิจกรรมอย่างอื่นเข้ามาตลอด
แต่เราก็มักจะพูดแล้วโยงเข้าสู่ตัวเรา
พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่รอบ ๆ ตัวเรา
และก็มุมมองของเรากับสิ่งที่เห็นนั้น
เพื่อจะบอกอาเหลียงว่า…เราเป็นใคร
เราอยู่ต่อไปทำไม…และเพื่ออะไร?
เพราะว่าเรากำลังขอร้องอาเหลียงให้มาช่วยงาน
เราก็เลยต้องการบอกเค้าให้รู้เสียก่อน
เมื่อมาทำงานจริงจะทำงานได้อย่างราบรื่น
 
ความจริงแล้ว อาเหลียงมีปัญญาทางโลกมากทีเดียว
เก่งกาจสมกับเป็นคนสิงคโปร์
ขาดอยู่อย่างเดียวที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนสิงคโปร์
คือ ความเห็นแก่ตัว!!!
 
แม้ปัญญาทางธรรมนั้น…ขนาดหลวงพ่อกล้วยยังออกปาก
แต่เราก็คิดว่า อาเหลียงยังตามไม่ค่อยทัน
ในความเปลี่ยนแปลงของเราในช่วงปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา
เราจึงพยายามพูดให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
จนอาเหลียงออกปากว่า…เดี๋ยวนี้เรามองต่างออกไปจากเดิม
เห็นในสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปไม่เห็น
ตอนนั้นก็ฟังและก็เก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ
รอย่อยเมื่อถึงเวลาอันสมควร…
 
แต่เมื่อวานนี้ได้ฟังชาดกเรื่อง พระเจ้ามฆเทวะ
จากสถานีสังฆทานธรรม
และเค้าได้สรุปว่า การที่พระเจ้ามฆเทวะกับนายช่างกัลบก
เห็นผมหงอกแล้วคิดต่างกันนั้นเพราะว่า
นิสัย ประสพการณ์และปัญญา ที่แตกต่างกันนั่นเอง
 
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องไปค้นพระไตรปิฎกก็คือ
เมื่อเค้าเล่าว่า ตอนที่พระเจ้ามฆเทวะตัดสินใจจะออกบวช
จึงเรียกพระราชโอรสองค์โตมาเพื่อพระราชทานบัลลังก์ให้
และก็บอกว่าจะออกบวชเพื่อจะแสวงหาความสุขทางโลกุตตร
เพราะว่าความสุขทางโลกีย์ได้มามากพอแล้ว
แต่พระราชโอรสกลับทัดทานและก็ไม่อยากให้ไป
พระเจ้ามฆเทวะก็เลยว่าจะไปบวชถือศีลอยู่ที่ท้ายพระราชอุทยานนี้เอง
พระราชโอรสจึงยอม…
 
ความคิดผุดขึ้นมาว่า…อ๋อ อย่างนี้เอง
ที่ยอมเพราะคิดว่ายังไม่ได้จากกัน…ทั้ง ๆ ที่จริงนั้น
มันจากกันตั้งแต่พระเจ้ามฆเทวะตัดสินใจออกบวชแล้ว
อีกไม่นานก็อยู่กันคนละโลก…
แต่พระราชโอรสมองไม่เห็นเอง
ได้แต่เห็น(ด้วยตาเนื้อ)ว่าพระเจ้ามฆเทวะยังจะอยู่ที่ท้ายสวนนั้น
 
คนเราก็เหมือนกัน…เมื่อยึดติดกับใครแล้ว
ก็มักจะไม่ยอมจาก…แม้ว่าในที่สุดก็ต้องจากกันอยู่ดี
จะจากเป็นหรือจากตายเท่านั้นเอง
แต่ไม่นานก็จะกลับมาพบกันอีกอยู่ดี
 
ถ้าหากเราระลึกชาติได้…เราก็อาจจะเห็นการจากตาย
เป็นแค่การจากครั้งหนึ่งในหลาย ๆ ครั้งแค่นั้นเอง
แล้วทำไมเราต้องกลัวการจากกันด้วยเล่า????