และแล้วก็ได้ไปห้วยขาแข้งเมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา
หลังจากที่ว่างเว้นห่างหายไปนานพอสมควร
ไปคราวนี้น้ำค่อนข้างมาก…จิตเกิดตั้งแต่เห็นน้ำที่ข้างทางเข้า
ทั้งเอ่อล้นไหลแรงและเชี่ยวกราก…เพื่อนร่วมทางเราถอดเข็มขัดนิรภัยทันที
โห…แล้วช่วงที่น้ำไหลผ่านถนนนั้นเราจะยังไปได้หรือ????
เพื่อนร่วมทางบอกว่าสงสารรถจัง…ความจริงน่าจะสงสารเรามากกว่า
แต่ก็ลุยต่อไปจนถึงวัด…บอกกับเพื่อนว่าเอารถมาแลกธรรมะ…
 
ถึงวัดเอาก็ห้าโมงกว่า เพราะว่าติดปัญหาหลายอย่าง
กว่าจะออกเดินทางได้ก็ปาเข้าไปบ่ายสอง
หลวงปู่ถึงกับออกปากว่า…เห็นบอกว่าจะมา จะมา ก็รออยู่ ไม่เห็นมาซักกะที
หลวงปู่คงคิดว่าเราไม่มาแล้วมั้ง????
 

 มาคราวนี้หลวงปู่บอกว่า สร้างกุฏิใหม่อีกสองหลังที่ข้างบน
 หลังหนึ่งออกไปทางซ้ายของกุฏิหลวงปู่ อยู่ติดกับน้ำตก
 เหมาะที่จะไปนอนฟังเสียงน้ำตก และดูวิวธรรมชาติ
 อีกหลังหนึ่งอยู่บนเขาโน้น…ตรงเนินที่สูงที่สุดในวัดนี้
 ทำให้เห็นวิวของหมู่บ้านและมองไปได้ไกล ๆ
 
 วันรุ่งขึ้น หลังจากกินข้าวเสร็จก็มานั่งฟังหลวงปู่สอนธรรมะ
 แต่ว่าฟาดข้าวเช้าเข้าไปเต็มคราบ…พวกโภชเนมัชตัญญุตุง น่ะ
 ก็เลยนั่งตาปรือ ๆ …แถมอยากขึ้นเขาไปสำรวจกุฏิด้วย
 ก็เลยฟังไม่ค่อยได้ใจความมากนัก
 
ไม่นานหลวงปู่ก็ไล่ให้แยกย้ายกันไปปฏิบัติเอง
เราก็เดินขึ้นเขาเพื่อสำรวจทั้งสองกุฎินั้นทันที
เพื่อที่จะเลือกว่า คืนนี้จะมานั่งภาวนาที่กุฏิใหนดี
และก็มาจบลงตรงที่กุฏิที่อยู่สูงนั้น
แม้ยุงจะเยอะซักหน่อย…แต่ว่าได้ตัดสินใจแล้วว่า
เอ้า! กัดเสียให้พอ…เพราะพระอาจารย์ยงยุทธ
เคยบอกว่า "แพ้ยุงใช่ใหม? งั้นก็มาอยู่ผาซ่อนแก้วซักเดือน
ให้ยุงกัดเสียหน่อย แล้วก็จะหายแพ้เอง
อาจจะโชคดีได้ภูมิคุ้มกันมาเลเรียเหมือนพระอาจารย์ก็เป็นได้"
ก็เลยปฏิบัติยาว(นอน)ให้ยุงกัดอยู่ตรงนั้นเอง
 
ตอนค่ำหลังทำวัตรเสร็จก็เริ่มกิจกรรมของตัวเองทันที
วันนี้ฉันจะขึ้นไปกุฏิบนสุดโดยใช้ไฟฉายให้น้อยที่สุด
ส่วนขาลงจะไม่ใช้ไฟฉายเลย…เพื่อทดสอบกำลังใจ
และก็ได้ผล…ยังมีการสะดุ้งเล็ก ๆ เป็นครั้งคราว
เช้าขึ้นมาเล่าถวายหลวงปู่…หลวงปู่ก็บอกว่ายังกลัวตายอยู่น่ะซี
ถ้าไม่กลัวตาย อาลัยอาวรณ์กับเจ้าขันธ์ห้านี้แล้วมันจะไม่สะดุ้งเลย
ก็เลยรู้ตัวว่า ยังต้องฝึกอีกเยอะ…
ไม่เป็นไรถึงอย่างไรเราก็เลือกทางนี้อยู่แล้ว…เอ้าฝึกต่อไป
 

 ไปคราวนี้สิ่งที่ได้จากหลวงปู่ก็คือว่า
 การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้นั้นแหละ
 เราก็ต้องหมั่นใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ดายหญ้า
 ไม่เช่นนั้น ต้นไม้ก็ไม่งอกงาม…เราก็นึกถึงคำสอน
 ของพระอาจารย์อำนาจว่า…
 การปฏิบัติจะให้ได้ผลดีนั้นเราต้องมีอิทธิบาทสี่
 ดังนั้นเราก็จึงต้องหมั่นใส่ปุ๋ย (ฉันทะ ) แต่ไม่ใช่ทำด้วยความอยาก
 ขยันรดน้ำ (วิริยะ) รู้จักพรวนดิน (จิตต) และที่สำคัญคือ
 ต้องคอยดายหญ้า (วิมังสา ) อยู่เสมอ ๆ
 อะไรที่เป็นกุศลก็ให้ทำให้เจริญ
 อะไรที่เป็นอกุศลก็คอยละ…
 

และก็ได้ให้การบ้านมา คือ ให้เราหมั่นคอยดูจิต
และก็สังเกตดูว่า เราแพ้กิเลสบ่อยแค่ใหน
ตัวใหนที่เรายังแพ้อยู่…ตัวใหนที่เราเอาชนะได้แล้ว
ให้สังเกตไปจนกว่า เราจะชนะมากกว่าแพ้
เมื่อนั้น เราก็เป็นอิสระขึ้นเรื่อย ๆ
จนวันหนึ่ง เราก็จะไม่แพ้อีกเลย..
 
เราถามหลวงปู่ว่า หมู่นี้วิริยะ ไม่ค่อยมีเลย
หลวงปู่ก็บอกว่า ร่างกายไม่ค่อยพร้อม
จิตใจก็เลยไม่ค่อยพากเพียร
ก็จึงให้พักผ่อนให้ร่างกายพร้อมหน่อย
แล้วก็พากเพียรใหม่…มันก็เป็นอย่างนี้แหละ
ดีบ้างไม่ดีบ้าง…ให้ทำใจว่า
ดีก็ได้…ไม่ดีก็ไม่เป็นไร
ตอนนี้จิตใจยังไม่เป็นนายร่างกายที่แท้จริง
ถึงวันหนึ่งที่จิตใจอยู่เหนือร่างกายร้อยเปอร์เซนต์
ตอนนั้นวิริยะก็จะดีเอง