Keep walking…

อ๊ะ อ๊ะ ม่ะด้ายมาโฆษณาเหล้ายี่ห้อหนึ่งแต่อย่างใด
แต่ว่าธรรมะที่ได้มาในช่วงนี้เป็นอย่างหัวเรื่องที่จั่วไว้จริง ๆ
 
เสาร์อาทิตย์นี้ได้ไปกฐินของผาซ่อนแก้ว
โดยขับรถไปรับพระอาจารย์ทองสุกที่ทับสะแกก่อน
แล้วขับขึ้นไปผาซ่อนแก้วในวันศุกร์ที่ 26 ต.ค.
พร้อมกับลูกศิษย์ของพระอาจารย์อีกสองคน (หนุ่ม – เอ)
 
เมื่อไปถึงก็ค่ำมากแล้ว ที่ศาลากำลังฟังธรรมจบพอดี
พวกเราจึงเข้าไปกราบพระอาจารย์ยงยุทธ
และก็โชคดีของเราอีกครั้งหนึ่งที่ได้เจอฤาษีกะลา
เราจึงส่งการบ้านเมื่อครั้งได้เจอกันเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา
และก็นัดกันว่า พรุ่งนี้หลังกินข้าวเที่ยงจะพาไปขึ้นถ้ำ…
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ก็เป็นการตักบาตรเทโว
เราก็ทำหน้าที่เด็กวัดเช่นเคย คือ คอยถ่ายบาตร
มีคนใส่บาตรเยอะมาก…เห็นแล้วก็ชื่นใจที่คนในหมู่บ้านมากันเยอะเลย
 
พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ รัชนี…อีกแล้ว แต่คราวนี้ เป็นกุ้งไม่ใช่แจ๋ว
ฮะ ฮ่า ฮ่า …ชื่อเล่นของเค้าน่ะ
ได้มาตามว่า ฤาษีกะลากำลังจะขึ้นไปถ้ำแล้ว
เราก็เลยรีบไปคว้าเอาร่มมาคันหนึ่ง
เพราะว่าใช้ได้สารพัดประโยชน์
โดยใช้กางเป็นร่มกันแดดก็ได้
หุบลงมาแล้วใช้เป็นไม้เท้าค้ำยันก็ยังได้
หรือตอนเดินผ่านหมู่บ้านจะเอาไปใช้เป็นไม้ตีหมา ก็ได้อีกเช่นกัน
 
คราวนี้มีคนไปมากพอสมควร…สี่สิบกว่าคนได้
ที่อายุน้อยที่สุด ก็น่าจะเป็นน้องอิ่ม…อายุซักสิบขวบเศษ ๆ เห็นจะได้
และที่อายุมากที่สุดก็น่าจะหกสิบเศษ ๆ เช่นกัน
ก็จึงเดินเป็นแถวยาวเหยียด
โดยท่านฤาษีให้เดินสลับกันไประหว่างผู้ที่อ่อนแอกับผู้ที่แข็งแรง
เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือกันได้
 
เราเดินอยู่หลังกลุ่ม ส.ว. ก็ย่อมาจาก สูงวัย น่ะ
ความจริงตัวเองก็เป็นพวก ส.ว. อยู่ด้วยเหมือนกัน
การเดินจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ก็ดีเหมือนกัน…เดินไป พักไป ไม่เร่งร้อน
ส่วนเรานั้นกำลังทำการบ้านของพระอาจารย์ยุทธอยู่
คราวที่แล้วนี้ ท่านสอนว่า เวลาเดิน อย่าไปคิดถึงจุดหมาย
และก็อย่าไปมัวคิดถึงว่าเมื่อไรจะถึงซักที
ให้เดินไป ชมนกชมไม้ไป …ดื่มด่ำกับธรรมชาติไป
 
คราวนี้เราจึงเดินดูจิตอย่างมีความสุข
ไม่สนใจว่าจะถึงเมื่อไร…ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง
ไม่ได้อยากไปเห็นถ้ำ…เพราะว่าเคยไปมาแล้ว
ไม่แคร์ว่าจะเดินถึงหรือเปล่า…ถ้าไม่ไหว ตูเดินกลับก่อนก็ได้ เพราะจำทางได้แล้ว
จึงมีแก่จิตแก่ใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้เต็มกำลัง
และการเดินคราวนี้ก็ไม่ลำบากนัก เพราะว่าทางเดินแห้ง
ไม่เหมือนคราวก่อน ๆ ที่ทางเดินแฉะและลื่นไถล
 
เมื่อเดินไปได้พอสมควร ก็เริ่มมีเวทนา ปวดแข้ง ปวดขา ปวดเข่าตามปกติ
แต่ว่า ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร และก็คิดว่า ถ้าไม่ไหว ก็จะหยุดและพักแล้วกลับ
ก็จึงเดินไปเรื่อย ๆ แล้วก็มองเห็นคนอื่นเค้าทุกข์เวทนากว่าเราเยอะมาก
อาจจะเป็นครั้งแรกของเค้า…ที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อน
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวมา
จึงทำให้รองเท้าที่ใช้ไม่เหมาะกับการเดินป่า…และขึ้นเขา
ที่บางช่วงสูงชันเล็กบ้าง…
 
บางคนก็กลัวกระหายน้ำ เลยพกน้ำไปด้วย
บางคนยิ่งกว่านั้น คือ มีสัมภาระเยอะพอสมควร
ทั้งยาอม ยาดม ยาหม่อง โทรศัพท์มือถือ เรียกว่า ใครเป็นอะไร
เรียกหาได้ รับรองไม่ผิดหวัง
 
เดินไป ดูจิตไป ดูกายไป ดูเวทนาไป
ดูวิวรอบ ๆ ตัวไป…ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ป่า
เห็ดนานาชนิด …ต้นไม้บางต้นก็แปลก ๆ ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ดอกไม้บางดอกก็สวยดี น่าเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องมาด้วย
คราวหน้าคงมีรูปมาฝาก…..
 
และแล้วก็มาถึงถ้ำจนได้ โดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อยอย่างคราวที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ใจเราชุ่มชื่นเบิกบาน
ไม่รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวเหมือนคราวก่อน ๆ อีกด้วย
ก็เลยได้คำตอบไปส่งการบ้านให้พระอาจารย์ยุทธแล้ว
ตราบใดที่เรายังเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ซักวันหนึ่งเราก็ถึงปลายทางแน่นอน
การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เราก็ตั้งหน้าหมั่นสร้างเหตุของเราไปเรื่อย ๆ
ซักวันหนึ่งก็คงจะได้ผลเช่นเดียวกันกับการเดินนั่นเอง
 
 ยังมีการบ้านอีกข้อหนึ่ง คือ ตอนเดินให้ทำความรู้สึกว่าตัวเราเบา…
แล้วไปเดินคราวหน้าผมจะมารายงานพระอาจารย์ว่า ทำยังไง
แล้วได้ผลเป็นอย่างไรครับ…