หัดเดิน

ใช่แล้ว…มะได้ฟัง…เอ๊ยอ่านผิดไปหรือว่าตาลายหรอก
ไปหัดเดินมาจิงจิ๊ง…แม้ว่าแก่จวนจะเข้าโลงแล้ว
แต่ว่าไปหัดเดินมาจริง ๆ ….
 
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (23 ม.ค. นี้) ขับรถไปส่งพระอาจารย์ทองสุขที่ผาซ่อนแก้วมา
ก็ด้วยความที่อยากไปเจอพระอาจารย์ยงยุทธด้วย
และก็เพราะรู้ว่าพระอาจารย์ทองสุขต้องการซื้อของกลับไปทับสะแก
ดังนั้นถ้าไปรถคนอื่นก็จะไม่สะดวกในการแวะและก็ไม่สามารถเอากลับไปทับสะแกได้
ก็เลยรับอาสา…และอีกอย่างหนึ่งวันข้างหน้า…
เราก็อาจจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคนอาศัยบ้างก็ได้…ใครจะรู้ 
 
คราวนี้มีเรากับพระอาจารย์ทองสุขเท่านั้น
ก็เลยเรียนพระอาจารย์ว่า ไปคราวนี้ จะไปหัดเดินขึ้นถ้ำ
แม้ว่า เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่แล้วมาก็ไปหัดเดินกับฤาษีกะลาที่ภูกระดึงมาเอง
คราวนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรมาพอสมควร แต่ว่ายังมีสิ่งที่จะต้องเรียนรู้อีกมาก
ไปคราวนี้ก็เลยคิดว่า จะไป "หัดเดิน" อีกครั้งหนึ่ง และก็จะพักที่ถ้ำซักคืนสองคืน
พระอาจารย์ก็ได้สอบถามหลายเรื่อง…คงจะเป็นห่วงเรานั่นแหละ
แต่สุดท้าย ก็อนุโมทนากับเรา…สาธุ
 
กว่าจะไปถึงผาซ่อนแก้ว ก็ปาเข้าไปทุ่มกว่า
เพราะว่าแวะกลางทางเพื่อดูของที่พระอาจารย์ทองสุขต้องการ
แล้วก็ต้องรีบขึ้นผาซ่อนแก้ว เพราะพระอาจารย์ยุทธ ปวดท้องมาก ๆ
เราก็เลยจะรีบเอาไปโรงพยาบาล…
 
เป็นครั้งแรกที่พระอาจารย์ไม่อิดเอื้อน…ยอมไปแต่โดยดี
แต่เมื่อไปหาหมอ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
พระอาจารย์ทองสุขกับเราเลยพากลับมาปฐมพยาบาลกันต่อ
โดยพระอาจารย์ทองสุข กลายเป็นหมอหนวดจำเป็น
ในขณะที่เราเป็นลูกมือหมอ คอยต้มน้ำ ชงยา
และเอาเจล แช่น้ำร้อน เพื่อเอาไปประคบที่ท้อง
 
พระอาจารย์ปวดมาก…เลยคิดกันว่า
พรุ่งนี้ ฉันเช้าเสร็จ ก็จะแวะไปโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง
รวมทั้งเลยไปหาหลวงพ่อสมจิต และขากลับ
ก็แวะซื้อต้นไม้ที่พระอาจารย์อยากได้ด้วย
 
แต่พอฉันเช้าเสร็จพระอาจารย์เปลี่ยนแผนเฉยเลย
เป็นว่าฉันเพลก่อนแล้วค่อยไป…
เราก็เลยรอ…แต่พอฉันเพลเสร็จ พระอาจารย์กลับทำเฉยอีก
เราก็เลยงง????
 
ตุ้ยก็โทรเข้ามาหานี บอกเราให้เปิดมือถือ
ก็เลยถึงได้รู้ว่า พระอาจารย์ยุทธ จะเลื่อนไปหาหมอในวันพรุ่งนี้
เราก็เลยเดินไปถามท่านว่า เลื่อนทำไม?
ท่านจึงเล่าให้เราฟังว่าเพราะอะไร…
เราจึงได้แต่อึ้งไป…นี่ขนาดพระอาจารย์เป็นขนาดนี้ยังไม่บอกใครเลย
ทำไมพระอาจารย์ไม่บอกนะ คนอื่นไม่มีอภิญญาซักหน่อย
จะได้รู้เหตุการณ์หรืออ่านวาระจิตของพระอาจารย์ได้ โธ่! พระอาจารย์ก้อ???
 
บ่ายนั้น เราก็เลยไปขนหิน เพื่อทำทางเดินสำหรับคณะจาก รพ.รัตนิน
ที่จะขนหินไปเทหลังคันดินขอบสระเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่
ทีแรกก็กะกันว่า จะขนแค่ไม่กี่ถัง เอาแค่ให้คน กทม. เดินได้สะดวกเท่านั้นเอง
 
เราก็ขนของเราไปเรื่อย ๆ …ทำแค่ที่ทำได้ เอาไว้ดูกายดูใจ เฉย ๆ
ไม่รีบร้อน…ไม่มีเป้า ให้อึดอัดแต่อย่างใด
บ่าย ๆ อย่างนี้ อากาศกำลังเย็นสบายดี แดดก็ไม่ร้อน
คนงานของวัด เค้าก็โกยใส่ถัง ให้
ส่วนเราก็หิ้วไปเท…
แว่บหนึ่งของความนึกคิด…ก็หวนนึกไปถึงเมื่อครั้งยังเด็ก
ที่เคยหาบดินไปถมที่เพื่อสร้างโบสถ์
คราวนั้น เมื่อขนเสร็จ…หลวงพ่อเรียกเราไปรับค่าขน
แต่เราบอกว่า ไม่ต้องหรอกครับ ขอพระซักองค์ก็พอ
 
ขนจนห้าโมงเย็น …ก็ได้มากพอสมควร จนพระอาจารย์ยุทธ ถึงกับออกปาก
"อ้าว…เกือบเสร็จแล้วนี่???? ขนาดทำเล่น ๆ นะเนี่ย!!!!"
ตอนนั้นเราก็เฉย ๆ กับคำหลวงพ่อ เพราะว่ากำลังดูอยู่ข้างใน
เห็นเวทนาที่ใหล่ทั้งสองข้าง…ที่ขา แต่ที่ใจกลับเฉย ๆ อยู่
ใจของเราอยู่กับอิริยาบถและก็คอยชำเลืองดูจิตตลอดเวลา
ความคิดจรไม่มีเข้ามาเลยในช่วงนี้…มีแต่ความโล่งโปรงสบาย
เราก็เลยมั่นใจขึ้นมาอีกนิดหนึ่งว่า…เราคงต้องเลือกวิธีการอย่างนี้!!!
 
เมื่อเลยห้าโมงมาได้ซักพักหนึ่ง คนงานก็กลับกันหมด
เราก็กะว่าจะหิ้วที่เค้าโกยใส่ถังไว้นี้ไปเทให้หมดก็จะเลิกเหมือนกัน
 
แต่อีกไม่นาน คณะของ รพ.รัตนิน ก็มาถึง
ก็เลยเลิกไม่ได้ ต้องช่วยเค้าโกยใส่ถัง แล้วส่งให้เค้าส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ไปเท
จนกระทั่งเรารู้สึกเหมือนไหล่จะหลุดออกมาแล้ว ก็เลยขอตัวหยุดกินน้ำ
ปล่อยให้เค้าทำกันต่อไป…จนเสร็จ
พระอาจารย์ก็จึงบอกให้ทุกคนไปอาบน้ำ แล้วเตรียมตัวรับศีล สวดมนต์ และก็ฟังธรรม
 
เมื่อพิธีการต่าง ๆ เสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนและปฏิบัติเองตามกำลังของแต่ละคน
จะเหลือก็เพียงเราและก้อ น้อง ๆ อีกสองคนที่คอยช่วยเหลืองานพระอาจารย์
เราจึงเรียนพระอาจารย์ยุทธว่า พรุ่งนี้ เมื่อฟังธรรมจากพระอาจารย์อำนาจเสร็จแล้ว
เราก็จะขึ้นถ้ำเลย จะไปหัดเดินและก็กะว่าจะพักซักคืนหนึ่ง
 
ทุกครั้งที่กราบเรียนพระอาจารย์ ท่านก็จะให้การบ้านเสมอมา
คราวนี้ก็เช่นกัน แต่คราวนี้ การบ้านสั้นมาก ๆ
คือ "ให้เดินด้วยจิตที่ปกติ"
แล้วท่านและพระอาจารย์ทองสุข ก็ให้ธรรมะอีกมากมาย
ที่เราจำได้แม่นยำมาก ก็เรื่องนิวรณ์ห้า ข้อ ถีนมิทธะ
ซึ่งเป็นนิวรณ์ที่เอาชนะยากมากตัวหนึ่งทีเดียว
มีคำกลอนหนึ่งที่เราประทับใจมากคือ
"นักปฏิบัติธรรม นอนสี่ (ชั่วโมง)
เศรษฐี นอนหก (ชั่วโมง)
ยาจก นอนแปด (ชั่วโมง)"
5555 ….อยากเป็นอะไรก็นอนตามนั้นก็แล้วกัน!!!
 
ส่วนคำสอนของพระอาจารย์ทองสุข ที่จำได้แม่นยำ
ท่านบอกว่า คำสอนของหลวงปู่มั่น สอนว่า
"นิพพานนั้น เลยตายมานิดเดียว"….
 
คราวนี้พระอาจารย์ทั้งสองท่านให้ธรรมะเรามากมาย
เหมือนกับเป็นห่วงเราอย่างไรชอบกล
ยังกับจะไปรบแน่ะ???? 
แต่เราสรุปลงเท่าที่เราคิดว่าจะได้ใช้ในวันพรุ่งนี้สั้น ๆ ว่า
"อย่าส่งจิตออกนอก แม้ว่าจะเจออะไร หรือได้ยินเสียงอะไร ก็อย่าส่งจิตออกนอก
ให้อยู่กับกายใจของเราตลอดเวลา และอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น"
 
เป็นครั้งแรกที่พระอาจารย์ให้ธรรมะเราจนถึงเที่ยงคืน
แล้วเราก็กราบลาไปนอนอย่างมีความสุข และก็รอเวลา
สำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s