เทพบุตรเดินดิน

วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อจะเดินทางไปย่างกุ้ง
…เอ๊ะหรือว่าร่างกุ้งกันแน่นะ
เมื่ออาบน้ำและแพคของเสร็จก็ลงมาเอาเอกสารที่แมรีฝากไปที่โน่น
ทั้งชิ้นใหญ่ ทั้งหนัก
จะยกก็ไม่ได้ จะแบกก็ไม่ถนัด จะหิ้วก็ไม่ใช่
สุดท้ายก็กึ่งหิ้วกึ่งแบกเดินออกมา
ในใจก็ภาวนามาตลอดที่เดินออกมาปากซอย
“ขอให้มีแท๊กซี่เข้ามาส่งคนในซอยเถิด!”
แต่หยั่งว่าแหละ ยังไม่ตีห้าเลย แท๊กซี่จึงหายากมาก
เดินไป บ่น(ในใจ) ไปเรื่อย ๆ
พรอ้มกับเดินไปเหลียวหลังมองหาแท๊กซี่ไปเรื่อย ๆ
ขณะที่เดินมาถึงเกือบกลางซอยนั้น
ก็หันไปเห็นว่า มีใครคนหนึ่งกำลังมองดูเราอยู่
ขณะที่สบตาด้วย ก็ได้ยินเสียงสวรรค์ลอยมาจากสุภาพบุรุษหน้าตาดีคนนั้น
“ติดรถไปลงปากซอยไม๊ครับ?”
หลังจากพินิจพิเคราะห์หน้าตาแล้วก็ตัดสินใจว่า
ไปซี่ทั้งหนักทั้งเหนื่อยอย่างนี้ มีหรือจะไม่ไป
จึงตอบตกลงพร้อมกับเดินข้ามฝั่งมายังที่เค้าจอดรออยู่
เมื่อเก็บของสัมภาระเรียบร้อยแล้วจึงชวนคุย
“ทำงานที่ไหนครับ ทำไมออกแต่เช้า?”
เสียงนุ่ม ทุ้ม ตอบกลับมาว่า “ทำงานที่ดอนเมืองครับ”
“ทำอะไรหรือครับ?” เค้าชะงักไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ผมเป็นนักบินครับ”
อ้าว งี้ก็สวยนะซี ทำงานดอนเมือง
“งั้นขอติดไปลงที่ดอนเมืองเลยได้ไหมครับ?”
“อ๋อ ได้เลยครับ” เค้าตอบแบบยินดีเต็มกำลัง
หลังจากนั้นก็จึงคุยกันยาว…จนถึงดอนเมืองเลย
เค้าแวะส่งเราที่หน้าช่องทางเช็คอินอย่างดี
ไม่น่าเชื่อว่า เรายังสามารถหาคนมีน้ำใจดีอย่างนี้ได้ที่ในกรุงเทพ
เมืองแห่งความเจริญทางวัตถุ แต่เสื่อมทางจิตใจ
เราจำทะเบียนได้ ไม่หมด จำได้แต่ตัวท้าย 540
แต่คิดว่า ได้เจอกันอีกครั้งหนึ่ง คงจำได้แน่นอน
เจอกันคราวหน้า ขอเลี้ยงข้าวซักมื้อนะ
หรือว่า กาแฟซักแก้วก็ยังดี???ุ
ขอบคุณครับ พ่อเทวดาเดินดิน
คุณทำให้ผมกลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง
หวังว่า “คนกรุงยังคงมีคนมีน้ำใจอยู่”
คุณทำให้ กทม.ที่กำลังร้อนจากอากาศกลับเย็นชุ่มช่ำในจิตใจ
ขอขอบคุณจริง ๆ จากใจ