ไปสิงคโปร์…ภาคจบ

วันนี้ (15 ก.ย. ) ก็ตื่นสายพอสมควร
เพราะเวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่ากรุงเทพเราหนึ่งชั่วโมง
แต่ไม่เป็นไรเพราะอาเหลียงจะมาสาย ๆ และบอกให้รอกินข้าวเช้าด้วยกัน
แต่ว่าใหน ๆ โรงแรมก็มีให้กินแล้ว ลงไปดูหน่อยดีกว่า
ลงไปก็เหมือนเดิม ๆ ไม่ค่อยมีไร ก็เลยกินไปนิดหน่อย
เดี๋ยวอาเหลียงมาแล้วค่อยไปกินดีกว่า
 
เอาเข้าจริง อาเหลียงมาก็สิบโมงกว่า
แล้วจะกินข้าวเช้ายังไงล่ะเนี่ย????
เดี๋ยวก็เที่ยงแล้ว…นัดกินข้าวเที่ยงกับ Bob เสียด้วย
ก็เลยฝาดแค่ก๋วยเตี๋ยวแห้งรองท้องไปก่อนหละกัน
 
เสร็จแล้วก็ไปเดิน Sim lim square ตามระเบียบ
หลายปีก่อนนี้ก็เป็นเหมือนย่านบ้านหม้อของบ้านเรา
มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค และก็พวกเครื่องใช้ไฟฟ้า
มีคนไทยเรามีเดินเยอะมาก จนเค้าเอาเพลงไทยมาเปิดลองเครื่อง
และก็คนขายไม่น้อยที่พูดไทยได้…
 
แต่มาวันนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกไม่มีเสียแล้ว
ได้เปลี่ยนไปเป็น IT mall ย่อย ๆ
แต่พวกเครื่องเสียงยังมีอยู่
ดังนั้นถ้าใครสนใจ อุปกรณ์ไอที ก็มาที่นี่จะได้ราคาที่ดีกว่า Funan center
 
เดินได้ไม่นาน Bob ก็ตามมาสมทบ ทำเอาเป็นงงไปตาม ๆ กัน
รีบมาทำไม??? ยังไม่เที่ยงเลย …ขอเดินดูก่อน!
Bob ก็บอกว่า อยากมาคุยด้วย เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว
ก็เลยเดินแบบรีบ ๆ มะได้ไรมากนัก …แค่ถ่านกล้องถ่ายรูป ก้อนเดียวเอง
แต่กว่าจะเลิกเดินก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว…ไปกินข้าวกันดีกว่า….
 
Bob พาพวกเราไปที่ร้านอาหารแถว Bugis junction
ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราก็คงจะแถวสยามหรือเซนเตอร์พ้อยน์คงได้
เราก็ได้แต่บอกว่ามะเห็นต้องร้านหรู ๆ เลย
ตอนกินข้าวก็เลยเล่าเรื่องหลวงพ่อกล้วยสอนเรื่องกินข้าวให้เค้าฟัง
ก็ดู bob เข้าใจอะไรได้ดี แต่อาเหลียงยังไม่ยอมเข้าใจง่าย ๆ นัก
 
พอกินข้าวเสร็จแล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะว่า Bob บอกว่าเราไปกินไอติมกันต่อ
เพราะว่า สมชายชอบกินไอติม…555 ก็เลยเลือกร้านแถวนี้!
ความจริงก็ชอบกันหมดหละว้า…
 
ส่วนใหญ่ก็จะกินตอนเครียด ๆ หรือว่าตอนว่าง ๆ
ตอนเครียด ๆ ได้กินอะไรหวาน ๆ เย็น ๆ ก็ทำให้ดีขึ้น
ส่วนตอนว่าง ๆ ก็ไปนั่งละเลียดกินไอติมแล้วดูผู้คนที่ผ่านไปมา
ไปนั่งดูเค้า แล้วก็เดา ๆ เอาว่า เค้ากะลังคิดไรหว่า?
คนทำหน้าตาอย่างนี้ คิดไรอยู่นะ หรือว่าเป็นไรนะ …ไปตามเรื่อง
และก็ส่วนใหญ่ก็จะถกเรื่องธรรมะกัน
แม้ว่าพวกเค้าจะบอกว่า ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน
แต่พวกนี้ก็อ่าน ฟัง เรื่องธรรมะ ไม่น้อยเลยทีเดียว
และบางคนก็เคยเข้ากรรมฐาน มาแล้วด้วย!!
 
กว่าจะกินเสร็จก็ฝาดเข้าไปบ่ายสามครึ่งแนะ…ข้าวเที่ยงเนี่ยนะ???
แล้ว Bob ก็ขับรถมาส่งพวกเราที่หน้าห้างแห่งหนึ่ง
จำชื่อมะได้เสียงั้นแหละ..เพราะว่าต้องซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่
ใบที่เอาไปจากเมืองไทยนั้น…ซิปแตก…
ของที่นี่ถูกมาก…กระเป๋าถูกว่าเมืองไทยเยอะมากกกก
 
ได้กระเป๋าเสร็จก็เรียแท๊กซี่กลับโรงแรมเพื่อเอากระเป๋ามาเก็บ
แล้วก็ออกเดินทางไปร้านอาหารที่อาเหลียงโทรจองไว้
ร้านนี้เป็นร้านที่เน้นเรื่องอาหารสุขภาพ…ใช้เครื่องยาจีนมาปรุงเป็นอาหาร
มีหมอแมะ…และก็ที่สำคัญก็คือ มีชา ชนิดหนึงขาย
ซึ่งเรากินแล้ว จะหลับสบายเหมือนกินยานอนหลับเลย
ก็เลยต้องไปกินร้านนี้ เพราะว่าจะได้หาหมอ และซื้อชา
 
พอเดินใกล้จะถึงร้าน…เราก็แปลกใจว่า
เฮ้ย!…มาเดินอยู่ใน RCA บ้านเรานี่หว่า
ร้านขายเครื่องดืม ของมึนเมา…และก็แต่งเหมือนบ้านเราเปี๊ยบเลย
โห…มาตั้งไกล..ยังมาเจอของมึนเมาอีก…ม่ะเอา…ตูเข้าพรรษาเฟ้ย
 
ที่ซะใจมากก็คือ มีร้านหนึ่ง ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดเต็มพิกัด
เอาเก้าอี้รถเข็นคนไข้ มาทำเป็นเก้าอี้ให้แขกนั่ง
และก็เซิร์ฟเครื่องดื่มในถุงน้ำเกลือ…เราเห็นแล้วก็แถบช๊อค
เพราะว่า บ้านเราถือมาก เรื่องเก้าอี้คนไข้ นี้ห้ามนั่ง
ห้ามเข็นเล่นเด็ดขาด…ไม่งั้นมีสิทธิ ได้ใช้แน่นอน
แต่แขกที่นี่กลับชอบใจ…เข็นรถเล่นด้วยตัวเอง
และก็ดูดดื่มแอลกอฮอล์จากถุงน้ำเกลืออย่างมีความสุข
โธ…พ่อคุณ ถ้าเกิดวันข้างหน้าต้องมานั่งให้เค้าเข็นจริง ๆ
พ่อคุณจะยังยิ้มระรื่นอย่างนี้ไม๊น๊อ?????
เสียดายที่ไม่ได้เอากล้องไป…ไม่งั้นจะเอามาแฉ
 
เดินผ่านไปพอสมควรก็ถึงร้านอาหาร…
แฟนอาเหลียง พาแม่มารออยู่แล้ว…
แต่น้องสาวและหลานยังไม่มา
เราก็เลยถือโอกาสไปหาหมอก่อน
 
ปรากฎว่า…หมอคนเดิม…และจำเราได้เสียด้วย
คราวนี้เลยได้ยามาต้มกินอีกตามระเบียบ
และกำชับให้ออกกำลังกายด้วย
 
กินข้าวเสร็จ…ก็พากันไปโรงเบียร์
ซึ่งแปลกมาก…ที่นี่ยอมให้เด็กเล็ก ๆ เข้าไป
และไม่จำกัดเวลาเสียด้วย….
เราดูหน้าตาแขกที่มา…ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่น
มีที่มาเป็นครอบครัวก็มีบ้างเหมือนกัน
 
ก่อนมาที่นี่ เราก็เคยบอกอาเหลียงไว้ก่อนแล้วว่า
เราไม่ดื่มนะ…แต่เราก็ยินดีมานั่งด้วย
เพราะว่า เราติดใจในสุภาษิตของคนกินเหล้าบทหนึ่งว่า
"ที่เราชอบดื่มนั้น ไม่ใช่เพราะเราชอบรสชาดของสุรา
 แต่เราชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา"
ดังนั้น เรายินดีที่จะไปร่วมสังสรรค์ด้วย
และก็จำที่พระอาจารย์อำนาจเคยสอนว่า
จะคุยกับเด็ก ก็ต้องคิดเหมือนเด็ก
จะคุยกับคนเออ ๆ ก็ต้องเออตามเค้า
เราก็เคยเมามาแล้ว…ก็จึงคิดว่า
ก็ทำเป็นเมากับคนเมา ๆ นี่ไม่เห็นยากเลย
 
วันนี้เราก็เลยเมาโดยไม่ต้องกินเหล้ากินเบียร์
และก็รุ้จักคนเมาได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
เราก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะหายเมาเสียที… 
 
 
 
 
 
 
Advertisements