ไปสิงคโปร์…อีกแล้????

เล่าแต่เรื่องธรรมะมาบ่อยแล้ว
วันนี้ขอออกนอกเรื่องหน่อยแล้วกัน
 

 นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทมานี้
 ก็ไปสิงคโปร์จนจำมะได้แล้ว่าไปมากี่ครั้ง???
 เริ่มตั้งแต่ไปอบรม…ประชุม…สัมมนา…
 ดูงาน…ซื้อสินค้า…ไปเที่ยวเอง
 พาลูกค้าไปเที่ยว และพาพรรคพวกไปเที่ยว
 
 คราวนี้ก็เหมือนกับคราวที่ผ่าน ๆ มาคือ
 ซื้อแพคเกจสามวันสองคืน
 ซึ่งถูกกว่าซื้อตั๋วจาก Low cost แล้วไปเสียค่าที่พักต่างหาก
 เพราะค่าที่พักที่นีแพงใช้ได้เหมือนกัน
 โรงแรมถูกที่สุดก็ต้อง S$80++ แต่ส่วนใหญ่ก็ S$1xx ทั้งนั้น
 ดังนั้นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่ารถรับส่งสนามบิน
แล้วก็แพงกว่าแพคเกจเสียเอีก
 
เราออกเดินทางแต่เช้า เลือกบินกับสิงคโปร์แอร์ไลน์
เพราะถูกกว่าและก็บริการดีพอ ๆ กับการบินไทย
แถมยังได้สะสมไมล์ด้วย…555
 
ขนาดเครื่องขึ้น 7.45 น. แล้วเชียว
ไปลงที่โน่นก็ปาเข้าไป 11 โมงนิด ๆ
กว่าจะไปถึงโรงแรมก็เที่ยงพอดี
กำลังจะขึ้นห้องพัก อาเหลียงก็มาถึง
พอเห็นเราหอบกระเป๋าใบใหญ่ก็ร้องเสียงหลง
เพราะปกติเราก็มักจะใช้กระเป๋าใบเล็กนิดเดียว
ก็จึงบอกไปว่า เดี๋ยวจะเปิดให้ดูว่าข้างในมีอะไร
 
เมื่อขึ้นไปถึงห้องเราก็เปิดออกมา ซึ่งข้างในก็จะมีแต่ของกินทั้งนั้นเลย
ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบกรอบทั้งหลายแหล่…ธัญพืชอีกไม่น้อย
และของที่เค้าสั่ง แต่หายากหน่อยก็คือ ตะไคร้ผงสำหรับชงน้ำดื่ม
และก็งาสำหรับฝากแม่เค้า…
ก็เป็นของฝากที่เรารู้สึกดี และชื่นชมในความเป็นไทยของเรา
และในเรื่อง organic food ที่ที่อื่นยังมีไม่หลากหลายเท่าเรา
 

พอเห็นของในกระเป๋า และทีหิ้วไปอีกหนึ่งกระเป๋า
เค้าก็เลยบอกว่าเอามาทำไมตั้งมากมาย
ก็จึงตอบไปว่า เอามาให้นายคนเดียวที่ใหนล่ะ???
ใหนจะ Albert และก็ Bob ด้วย
แล้วก็ออกไปหาอะไรกินกัน
 
กินข้าวเสร็จก็คงไม่พ้นร้านหนังสือ
เพราะร้านหนังสือที่นี่ใหญ่กว่าบ้านเรา
kinokuniya ก็ใหญ่กว่าบ้านเรา
แต่ที่ใหญ่กว่า Kinokuniya ก็คอ Border
ซึ่งที่นี่มีที่นั่งให้นั่งอ่านด้วย
ใครใคร่อ่านก็อ่านไป…พอใจแล้วค่อยซื้อ
ทำให้คนที่มีเวลาหน่อยก็สามารถเลือกหนังสือที่ถูกใจได้ดีทีเดียว
 
ออกจากร้านหนังสือก็ต้องไปต่อ ITmall ของเค้าน่ะซี
ก็ต้องที่นี่เลย Funan center …ก็ไม่มีไรมาก

 ไปดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ บ้าง แค่นั้นเอง
 หลายปีก่อนโน้น…ถ้าเห็นอะไรที่นี่ใหม่
 ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีที่เมืองไทย
 แต่ตอนนี้เห็นอะไรที่นี่ ก็คงเห็นได้ที่เมืองไทยเช่นกัน
 หรืออาจจะช้ากว่า แต่ก็ไม่นานนัก
 
 เดิน ๆ ไปก็อดซื้อมะได้ …ก็ SD card ที่พับนิดเดียวก็เป็น thumb drive
 ดังนั้น เมื่อเราเอามาใส่กล้อง พอถ่ายเสร็จ ถอดออกมาเสียบที่ USB port เลย
 ไม่ต้องใช้ตัวอ่าน ทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์ให้วุ่นวาย
 สนนราคาก็แพงกว่า Thumb drive ขนาด 2 GB หน่อย
 ก็ถือว่าซื้อความสะดวกสบายแล้วกัน
 
 เดินจนเย็นจึงกลับมารอ Albert ที่ห้องเพื่อไปกินข้าวเย็นด้วยกัน
 วันนี้รถติดมาก เพราะเป็นวันศุกร์ ซึ่งก็จะเหมือนกับบ้านเรา
 ที่หลายคนจะไปสังสรรค์กันต่อหลังเลิกงาน
 และที่สำคัญ ช่วงนี้มีงานเทศกาลไหว้พระจันทร์
 ซึ่งเค้ามีการประดับไฟตามถนนในย่านแหล่งคนจีน (China town)
 ก็เป็นสิ่งดึงดูดใจทั้งนักท่องเที่ยวและคนสิงคโปร์เองได้ดีไม่น้อย
 
 เห็นบรรยากาศ และหน้าตาของคนสิงคโปร์แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
 ทำไมเค้าถึงมีความสุขกันนักในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้
 คำตอบที่ได้ก็ทำเอาอึ้งไปเลย…นั่นคือว่า "ก็มีความหวังไง"
โห…นายมองโลกในแง่ดีและก็อยู่ด้วยความหวังเลยหรือนี่????
 
กว่าจะกินข้าวเสร็จ อาเหลียงก็ตามมาสมทบด้วยพอดี
ก็เลยนั่งเม้าท์กันต่อ ในฐานะที่ไม่ได้เจอกันนาน
จนดึกจึงแยกย้ายกันไป
วันนี้ก็เลยไม่ได้ไปใหนนอกจากร้านหนังสือกับไอทีมอลของเค้าแค่นั้นเอง
 
โฆษณา